สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

อาหารเป็นยา

amulet.in.th -> เล่าสู่กันฟัง
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 27 Apr 2009 08:21 pm
เรื่อง: อาหารเป็นยา
ตอบโดยอ้างข้อความ

อาหารเป็นยา   

หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นบุรพาจารย์ที่ผู้เป็นหมอทั้งหลายต้องรู้จัก และให้ความเคารพในความเป็นอัจฉริยะในทางการแพทย์ที่เก่งที่สุด ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายผู้เลื่อมใสในบุคคลอีกด้วย

ท่านได้ศึกษาวิชาแพทย์กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สำนักตักกศิลา เมื่อท่านได้เล่าเรียนมา 7 ปี ก็ได้เรียนถามกับอาจารย์ว่า

“อาจารย์ครับ เมื่อไหร่ผมจะเรียนจบสักที ผมคิดถึงบ้านเต็มทีแล้วครับ ผมตั้งใจเรียนตามที่อาจารย์เมตตาสั่งสอนมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ผมอยากทราบว่าเท่านี้ผมพอจะทำมาหากินได้หรือยัง”
 
ท่านอาจารย์ก็ว่า “พอนะพอหรอก ชีวก แต่วิชาแพทย์เป็นวิชาที่กว้างขวางเรียนไม่รู้จบ อาจารย์ตั้งใจจะให้เธอเรียนอีกปีสองปีจึงจะให้กลับบ้าน แต่ถ้าเธออยากกลับบ้านจริงๆ ก็ตามใจ แต่ว่า...”

อาจารย์มองหน้าศิษย์รักด้วยความปรานี แล้วเอ่ยต่อไปว่า “ก่อนอื่น อาจารย์ขอสอบความรู้เธอก่อน
ถ้าเธอสอบผ่านจึงจะอนุญาตให้กลับได้ เธอจงไปสำรวจดูต้นไม้ ต้นหญ้าทุกชนิดทั่วทั้งสี่ทิศ ภายในรัศมี 400 เส้น ให้ดูว่าหญ้าชนิดไหนใบไม้ เปลือกไม้ชนิดไหน ใช้เป็นยาอะไรได้บ้าง อย่างไหนที่ใช้ทำยาไม่ได้เลย”

หมอชีวกเดินออกจากสำนักตักกศิลา ขึ้นเขา ลงห้วย เข้าป่าไปสำรวจสมุนไพรทั่วทั้งสี่ทิศ ประมาณเจ็ดวัน จึงกลับมาหาอาจารย์ เมื่อถูกถาม เขาได้สาธยายว่าต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ ที่ไปสำรวจมาว่าชนิดนั้นๆ ใช้ผสมทำยาแก้โรคนั้นๆ ตามตำราที่ได้เล่าเรียนมา สุดท้ายเขาบอกกับอาจารย์ว่า

“ต้นไม้ใบหญ้าและสมุนไพรใดๆ ในชมพูทวีปนี้ที่ใช้ทำยาไม่ได้นั้นไม่มีเลย ทุกอย่างล้วนเป็นยาทั้งสิ้น”
อาจารย์เอื้อมมือมาลูบศรีษะเขาด้วยความปราณี พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “เป็นอันว่า เธอเรียนจบหลักสูตรวิชาแพทย์แล้ว กลับบ้านได้”

ที่ยกเอาเรื่องราวของหมอชีวกมากล่าว ก็เพราะอยากจะให้ทุกท่านได้เข้าใจว่าว่า พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพรทุกชนิดล้วนเป็นยาทั้งสิ้น วัชพืชที่เราเดินเหยียบย่ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ล้วนเป็นยาตามที่หมอชีวกท่านได้กล่าวไว้

ดังนั้นเราทั้งที่กำลังเจ็บป่วย หรือยังไม่เจ็บป่วยก็ควรกินอาหารให้เป็นยา ไม่กินยาเป็นอาหาร ซึ่งสิ่งนี้มุมมองนึงที่ต่างกันของการแพทย์แผนตะวันตก และแผนตะวันออก
การแพทย์แผนตะวันตก และ การแพทย์แผนตะวันออก จะมีมุมมองในเรื่องของอาหารแตกต่างกัน
จะบอกว่าทางไหนถูกหรือไม่ถูกนั้น คงไม่ได้ เราควรนำมาพิจารณาร่วมกันก็จะได้ประโยชน์ที่เด่นชัดขึ้นสามารถแยกแยะผลดี ผลไม่ดี และวิธีการกินการใช้ให้ถูกต้องขึ้น

การแพทย์แผนตะวันตก จะมองที่สารอาหารว่า มีวิตามิน โปรตีน คาร์โบไฮเดรท เกลือแร่ ให้แคลอรี่ ให้พลังงานมากน้อยแค่ไหน ทำให้อ้วนมากไหม ดังนั้นจึงมีการสั่งสอนกันเสมอมา ว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ อันประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรท วิตามิน เกลือแร่ และ ไขมัน

การแพทย์แผนตะวันออก จะมองที่ รส และฤทธิ์หรือพลังของอาหาร ดูว่าอาหารที่กินเข้าไปนั้นจะมีสรรพคุณอะไร ไม่ได้ยึดถือวิตามินในอาหารนั้นๆ เป็นหลักใหญ่ ซึ่งประเทศทางตะวันออกที่มีการแพทย์เป็นที่ยอมรับกัน ก็มีหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ทิเบต และประเทศไทยของเรา

ประเทศไทยของเรา ก็มีการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมาช้านาน เดิมๆ ก็เรียกันว่า “แพทย์แผนโบราณ” แล้วก็เปลี่ยนกันมาเป็น “การแพทย์แผนไทย” ซึ่งก็ถือเอาอาหารเป็นยา โดยยึดถือตามที่หมอชีวกโกมารภัจจ์ท่านกล่าวไว้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพืชผักผลไม้ ใบหญ้า หรือสมุนไพรอะไร ใช้รักษาโรคอะไร คงจะเป็นคำถามต่อไป การที่จะเป็นแพทย์แผนโบราณนั้น จะต้องรู้จักสรรพคุณของวัตถุธาตุนานาชนิด ที่จะนำมาปรุงเป็นยา ต้องรู้จักรสของยา ซึ่งรสของยานั้นจะบอกถึงสรรพคุณของยา และสรรพคุณนี้แหละที่นำมาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ 

โดยแบ่งรสยาออกเป็น ยารสประธาน 3 รส รสยาธรรมดาอีก 9 รส ไม่มีการบอกว่าวัตถุธาตุแต่ละชนิดที่เอามาทำยานั้น มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรท เกลือแร่ ไขมัน และวิตามินอะไรบ้าง มากน้อยขนาดไหน

รสประธาน 3 รส คือ รสร้อน รสเย็น และรสสุขุม ซึ่งเปรียบเทียบกับแพทย์จีนแล้ว ก็เหมือนกับ “พลัง หรือฤทธิ์” ของอาหารนั้น ที่เป็น หยาง หยิน หรือเป็นกลาง (สเทิน)

อาหารพืชผัก ที่มีรสร้อน หรือฤทธิ์ร้อน เป็นหยางนั้น ใช้ในการขับลม บำรุงธาตุ ขับโลหิต ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ประสาทตื่นตัว ดังนั้นเมื่อเกิดความเจ็บป่วย อาหารไม่ย่อย ขี้หนาว เรอไม่ออก ถ่ายไม่ดี โลหิตเสีย ระดูติดขัดขับไม่ออก ง่วงเหงาหาวนอน นั่งตรงไหนก็หลับ ขี้เกียจ ประสาทไม่ตื่นตัว ก็ต้องกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เป็นการปรับสมดุลให้กับร่างกาย เช่น พริกไทย ขิง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม อบเชย ใบกระเพรา ดีปลี พริก กานพลู เถาสะค้าน ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลำใย ขนุน อาหารที่ทอดๆ ปิ้ง ย่าง อบ หรือที่ทำเป็นตัวยา ยาประสะไพล ยาประสะกานพลู ยาประสะการบูร ยาชุมนุมวาโย ยาไฟประลัยกัลป์ ซึ่งใช้ขับลม ขับเลือดได้

อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนนี้ จะแสลง หรือไม่ถูกกับผู้ที่มีอาการร้อน เป็นไข้ตัวร้อนอยู่ จะยิ่งเข้าไปเพิ่มความร้อนให้ร้อนหนักยิ่งขึ้น ต้องกินอาหารที่ฆ่าฤทธิ์ ทำลายฤทธิ์กันจึงจะถูกต้อง เพื่อปรับสมดุล

อาหารรสร้อนนี้ การแพทย์ไทยถือเป็นรสยาประจำฤดูฝน เพื่อเป็นการช่วยขับลม และไล่ความเย็นความชื้น ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ซึ่งบางคนนั้น เพียงแค่ฝนตั้งเค้ามา ก็ปวดขาเดินไม่ไหวแล้ว เพราะความเย็นความชึ้นมาจับที่ขาที่เข่า ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก ก็ต้องกินอาหารรสร้อน หรือหายาหม่องร้อนๆ มาถูทาๆ ให้เกิดควมร้อนไล่ความเย็นความชื้นไป เลือดลมก็จะไหลเวียนได้ตามปกติ เข่าก็จะไม่ปวด

อาหารพืชผัก ที่มีรสเย็น หรือฤทธิ์เย็น เป็นหยินนั้น ใช้แก้อาการร้อน  แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ  ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ผู้ที่รู้สึกร้อน กระหายน้ำง่าย ชอบดื่มน้ำเย็นๆ ผิวกายแดง หน้าแดง ลิ้นแดง ฝ้าลิ้นเหลืองปัสสาวะน้อย อุจจาระแข็ง ท้องผูก ก็ควรกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม กินเผ็ดให้น้อยลง เลี่ยงอาหารที่แห้งมีน้ำซุป น้ำแดง ดับร้อนหน่อย เช่น พืชผักที่มีสีเขียว ขาว ขม ผลไม้ที่มีน้ำมากๆ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส้มเช้ง  สาลี ฝรั่ง แตงโม ชมพู่ มะระกอ แคนตาลูป แอปเปิ้ล มังคุด แก้วมังกร สตรอเบอร์รี่ แห้ว มะนาว มะม่วงสุก มะเขือเทศ แตงกวา แตงไทย หน่อไม้ ฟักเขียว มะระ เห็ด กล้วย ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย ปู ปลาหมึก หอย เปลือกหอย เป๋าฮื้อ เป็ด หมู นมวัว ถั่วเหลือง เต้าหู น้ำเต้าหู้  เกลือ น้ำส้มสายชู ที่ปรุงเป็นตัวยาก็มี เช่น ยามหานิล ยาเขียวหอม ยามหากาฬ ยาจันทลีลา ยาประสะจันทน์แดง ยาจักรวาฬฟ้ารอบ ซึ่งยาพวกนี้ช่วยลดไข้ทั้งสิ้น

อาหารฤทธ์เย็นนี้ จะแสลง หรือไม่ถูกกับผู้ที่มีอาการเย็น ผู้ที่ตัวอ้วน เย็น ฉ่ำไปด้วยน้ำ จับตัวแล้วเย็นๆ และผู้ที่มีลมมาก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ เรอ อาเจียน

อาหารรสเย็นนี้ ทางการแพทย์ไทยถือเป็นรสยาประจำฤดูร้อน ดังนั้นถ้าเป็นหน้าร้อน เราก็ควรกินอาหารที่มีรสเย็นตามที่กล่าวมา จึงจะเป็นการช่วยปรับสมดุลในร่างกายของเรา

ขอขอบคุณ นิตยสารธงธรรม ฉบับเดือน กรกฎาคม 2551

amulet.in.th -> เล่าสู่กันฟัง