สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

เพราะศรัทธาจึง...สะสมพระเครื่อง ดร.นิรชราภา ทองธรรมชาติ

amulet.in.th -> ปาฏิหาริย์พระเครื่อง
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 21 Oct 2008 03:57 pm
เรื่อง: เพราะศรัทธาจึง...สะสมพระเครื่อง ดร.นิรชราภา ทองธรรมชาติ
ตอบโดยอ้างข้อความ

เพราะศรัทธาจึง...สะสมพระเครื่อง ดร.นิรชราภา ทองธรรมชาติ

"วันว่างของครอบครัวทองธรรมชาติจะต้องไปร่วมกันทำบุญ สร้างพระประธาน สร้างวัด มีความคิดว่าอยากให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับชุมชน ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง แต่ไม่หวังว่าผลบุญจะตามไปในชาติหน้า" นี่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างวัดสร้างบุญของ ดร.จูน นิรชราภา ทองธรรมชาติ บุตรสาวของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่อดัง ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ปัจจุบันรั้งตำแหน่ง รองผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA

"วันว่างของครอบครัวทองธรรมชาติจะต้องไปร่วมกันทำบุญ สร้างพระประธาน สร้างวัด มีความคิดว่าอยากให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับชุมชน ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง แต่ไม่หวังว่าผลบุญจะตามไปในชาติหน้า"

นี่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างวัดสร้างบุญของ ดร.จูน นิรชราภา ทองธรรมชาติ บุตรสาวของประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชื่อดัง ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ปัจจุบันรั้งตำแหน่ง รองผู้อำนวยการพัฒนาธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA

ดร.นิรชราภา เล่าว่า ชีวิตถูกฝังการทำบุญมาตั้งแต่เป็นเด็ก เนื่องจากครอบครัวจะพาไปทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นประจำ จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์หลายท่าน อาทิ วัดร่องดู่ทองธรรมชาติ อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ทางครอบครัวได้ไปร่วมสร้างวัดกับชาวบ้าน หลวงปู่เทวิน จันทปัญโญ ก็จะสอนธรรมะให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ว่า คนเราเมื่อคิดโกรธเกลียดใคร หรือเราโมโหใครก็ต้องรู้จักการปล่อยวาง เพราะคนเราอยู่ในโลกมนุษย์มีทั้งคนรักคนที่เกลียดเรา รวมทั้งความโลภโกรธหลง เป็นข้อคิดที่ทำให้เราได้รู้จักตนเอง

นอกจากได้ศึกษาธรรมะกับหลวงปู่เทวินแล้ว ยังได้ไปปฏิบัติธรรมกับ หลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กับเพื่อน โดยท่านกล่าวเอาไว้ว่า วัดควรเป็นผู้นำ ทางจิตวิญญาณและเป็นที่พึ่งของสังคม ได้จริงในปัจจุบั นองค์กรสงฆ์ไม่ค่อยให้อะไรแก่สังคมเท่าที่ควร สังคมจึงอ่อนแอ พระสงฆ์เองก็อ่อนแอเพราะหวังพึ่งชาวบ้าน พระที่วัดอ้อน้อยทำงาน ก็เพื่อต้องการเสนอแนวคิดว่า พุทธศาสนาสามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับสังคม เป็นที่พึ่งแก่สังคมได้ ไม่ใช่จบอยู่ที่พระไตรปิฏก หรืออยู่ในวัดขณะ ที่คนข้างนอกวัดกำลังทุกข์เข็ญ

เธอ เล่าต่อว่า ชีวิตที่ผ่านการปฏิบัติธรรมแล้ว ทำให้มองเห็นว่าชีวิตเรามีการเปลี่ยนแปลงจิตใจสงบเยือกเย็นขึ้นกว่าเดิม จากเมื่อก่อนอารมณ์จะร้อนโมโหง่าย ดังนั้น เมื่อคนเรามีความทุกข์ก็จะทำให้เครียด หรือบางคนก็คิดมาก แต่ถ้าคนเราคิดเสียว่าความทุกข์ที่เราเจอนั้น เป็นช่วงจังหวะชีวิตที่ต้องประสบ ขณะเดียวกันคนเราต้องยอมรับว่าชีวิตดำเนินอยู่นี้คงหลีกหนี้ความสุขและความทุกข์ไปไม่พ้น ทั้งสองอย่างเราคงพบพานตลอดเวลา

"รักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดาของชีวิตมนุษย์ที่ยังคงมีอยู่ แค่เราไม่ถือเป็นสาระรู้จักจับวาง ปล่อยวางมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถึงเพื่อนแต่ละคนอื่นๆ ได้ชีวิตเราก็จะมีความสุข ถึงแม้จะมีคนไม่ชอบเรา ถ้าเราอยู่เฉยๆ ให้สิ่งดีๆ กลับคืนเขาไป อย่างน้อยก็เชื่อว่า เราเองจะต้องมีสิ่งดีๆ ตอบแทน เวลาที่เราให้ก็อย่าไปหวังผลตอบแทนอะไร เพียงแค่เราคิดว่า เราให้ก็มีความสุขแล้ว ทุกวันนี้คนที่เป็นทุกข์ก็เพราะเกิดจากความอยากได้อยากมี ตรงนี้มันก็ทำให้คนเรามีกิเลสไม่จบสิ้น ไม่รู้จักการประมาณตน" ดร.จูน กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า

ใครทำดีก็ย่อมได้ดี ใครทำชั่วก็ได้สิ่งไม่ดีตอบแทน ตรงนี้ตระหนักอยู่ว่า คนเราก็ควรทำความดีเอาไว้ เพราะความดีเหล่านั้นก็จะเป็นภูมิคุ้มกันเราให้ดำเนินชีวิตไปด้วยความปลอดภัย กรรมดีที่เราทำก็จะคอยป้องกันภัยต่างๆ ให้กับเราได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของ ดร.จูน จะไม่โลดโผนเท่าใดนัก แต่ก็เกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า

เหตุเกิดขึ้นช่วงเรียนอยู่ปี ๑ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเดินทางกลับบ้านก็เลยขอคนขับรถว่าจะขอขับรถเอง พอวันที่สองพยายามที่หัดขับรถให้ได้ เป็นจังหวะที่รถต้องเลี้ยว ไม่รู้ว่าความไม่เคยชินมากกว่า เป็นเหตุให้หน้ารถพุ่งชนกำแพงอย่างแรง จนทำให้ด้านหน้าของรถบี้ยุบเข้ามายังตัวรถ ความรู้สึกตรงนั้นงงกลัวไปเลย แต่นับว่าโชคดีที่ตัวเองไม่เป็นอะไรเลย

ไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์มีจริงหรือไม่เราไม่สามารถรู้ได้ เพราะวันนั้นแขวน พระนางพญา ติดตัว และความเป็นผู้หญิงเก่งในสังคมที่ทันสมัยกลับเป็นคนชอบเรื่องการสะสมพระเครื่อง ถือเป็นแปลกสำหรับเพื่อนๆ

สำหรับพระเครื่องที่ ดร.จูน สะสมส่วนใหญ่จะเป็นพระที่สร้างใหม่จากวัดต่างๆ ที่ให้มาเป็นที่ระลึก อาทิ พระกริ่ง ๙๐ ปีสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศ พระกริ่ง พระศรีสวรรค์มิ่งมงคล จ.นครสวรรค์ ปี ๒๕๓๕ หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี หลวงปู่แหวน ปี ๒๕๒๗ หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จ.สิงห์บุรี หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี พระยอดธง พระสมเด็จพระสังฆราช ปี ๒๕๒๙ พระสมเด็จ พระผงสุพรรณ หลวงปู่ขาว และพระสังกัจจายน์ ฯลฯ

ส่วนที่มาของการสะสมพระเครื่องนั้น ดร.จูน บอกว่า ก็มาจากการศรัทธาในพระพุทธศาสนา มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่บ้านนอกจากตากับยายก็เป็นคนที่สะสมพระเครื่องเหมือนกัน พอมาถึงรุ่นพ่อกับแม่ (ชูใจ ทองธรรมชาติ) ก็มีการสะสมพระเครื่องสืบต่อกันมา ทำให้เราเองเกิดมีความชอบ การสะสมพระเครื่องยังทำให้จิตใจร่มเย็บสงบสุขดี ซึ่งพระเครื่องแต่ละองค์ที่สะสมมานั้นมีความหมายแตกต่างกันไป เช่น พระสังกัจจายน์เป็นพระแห่งความโชคดีเงินทองไหลมาเทมา พระสมเด็จเป็นพระแห่งความเมตตา และพระนางพญาก็เป็นพระที่จะสร้างบารมีให้กับผู้หญิง

"ส่วนตัวแล้วมองว่า พระเครื่องกับผู้หญิงก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่คิดว่าจะมีความแตกต่างจากผู้ชายที่ชอบสะสมพระเครื่อง เพราะที่เราสะสมพระเครื่องก็เพื่อเป็นพุทธบูชา เป็นมงคลกับชีวิต ไม่ใช่สะสมในเชิงพุทธพาณิชย์ แต่เป็นการสะสมที่เกิดจากความศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ความสุขที่ได้สะสม ทำให้ชีวิตเป็นมงคล แต่ไม่ได้แขวนพระเพื่อหวังจะให้เกิดปาฏิหาริย์ใดๆ เพราะเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้ก็จากความดีของเราเอง" ดร.จูน กล่าวทิ้งท้าย

amulet.in.th -> ปาฏิหาริย์พระเครื่อง