สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

เหล็กไหล

amulet.in.th -> ธาตุกายสิทธิ์
ผู้ตั้ง ข้อความ
ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 16 Jun 2008 01:09 pm
เรื่อง: เหล็กไหล
ตอบโดยอ้างข้อความ

เหล็กไหล คือ ก้อนแร่เหล็กบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ได้รับการอธิษฐานบรรจุฤทธิ์ โดยพระฤาษีผู้ทรงฌาณชั้นสูง เพื่อธำรงคุณงามความดี โดยมีธาตุกายสิทธิ์เป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้ที่มี ความทุกข์ยากให้พ้นภัย จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มีรังสีหรือพลังปราณที่ทรงอำนาจในการป้องกันตัว และสิ่งที่อยู่ ใกล้ตัว ให้พ้นจากภัยอันตราย อันเกิดจากอาวุธปืนหรือของมีคม เป็นสสารที่มีชีวิตเป็นอมตะและหายากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่ มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตคนที่มีเหล็กไหลพกติดตัว และจะได้รับความคุ้มครอง ให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยร้ายแรงรวมถึงอาวุธร้ายแรงนานาชนิด ได้อย่างอัศจรรย์นั่นเอง

กำเนิดเหล็กไหล

ย้อนกาลเวลาไปนานแสนนานในสมัยอสงไขยแสนกัลป์กาลก่อนโน้นมหาฤาษีกไลโกษฐ์ผู้สำเร็จญาณสมาบัติเป็นผู้เพ่งฌาณเรียกแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะแข็งตัวได้หลอมเหลวได้สลายตัวได้และรวมตัวได้มีลักษณะเหมือนเหล็กแต่ไม่ใช่เหล็กท่านเรียกให้มารวมตัวกันอยู่ตามถํ้าตั้งแต่สมัยแอตแลนติสซึ่งเคยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ในยุคนั้นแต่ได้ล่มสลายหายไปจากแผนที่โลกเชื่อกันว่าทวีปนี้ได้จมหายไปในมหาสมุทรเมื่อคราวนํ้าท่วมโลกครั้งใหญ่และโนอาได้เป็นผู้สร้างเรือใหญ่หนีนํ้าท่วมตามเรื่องราวที่ได้ถูกบันทึกอยู่ในคัมภีร์โบราณ

นอกจากนี้ยังมีท่านมหาฤาษีกัสสปและเหล่ามหาฤาษีผู้ทรงฌาณสมาบัติบรรลุอภิญญาสูงสุดท่านก็เป็นผู้ที่ได้เพ่งฌาณเรียกแร่ดังกล่าวมารวมกันที่ผนังถํ้าเพื่อเป็นที่พำนักของวิญญาณได้เล็งเห็นด้วยอำนาจทิพยจักษุญาณว่าภายใต้แผ่นดินนี้ลึกลงไปประมาณ3กม.มีแหล่งรวมของธาตุกายสิทธิ์มากมายหลายชนิดหล่อหลอมเหลวปะปนรวมกันอยู่ในใจกลางโลกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในโลกวิทยาศาสตร์ว่า“ลาวา”นั่นเองแต่ภายใต้หินลาวาเหล่านั้นมี“แร่เหล็ก”ชนิดหนึ่งสมบูรณ์ด้วยคุณภาพและเยี่ยมยอดเหนือกว่าเหล็กชนิดอื่นมหาฤาษีผู้ทรงฤทธิ์อภิญญาจึงใช้พลังจิตด้วยฤทธิ์อภิญญาของท่านดึงเอาแร่เหล็กดังกล่าวขึ้นมาจากใต้ลาวาอธิษฐานจิตให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์สุดวิเศษมีอำนาจกายสิทธิ์มีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องสรรพภัยได้อย่างอัศจรรย์ดัวยพลังอำนาจจิตชั้นสูงปลุกเสกบรรจุไว้ด้วยอำนาจแห่งฤทธิ์ของมหาฤาษีนั้นจากนั้นได้ใช้อำนาจอิทธิฤทธิ์ตัดเหล็กวิเศษออกทำเป็นรูปเคารพของตนเช่นรูปพระอิศวรรูปพระนารายณ์รูปพระพรหมแล้วอัดพลังเจโตสมาธิหรือพลังฌาณเข้าไปพร้อมกับอธิษฐานให้เกิดความศักดิ์สิทธิ

แต่ก็มีมหาฤาษีบางตนมีศรัทธาแก่กล้าเข้าฌาณเต็มอัตราแล้วถอดจิตหรืออาตมันของตนเองด้วยมโนมัยฤทธิ์เข้าไปอยู่ในเทวรูปเหล็กวิเศษนั้นเลยทีเดียวถือว่าเป็นการสละชีวิตบูชาองค์พระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิความเชื่อถือฤาษีตนอื่นเห็นเข้าก็เอาแบบอย่างเพราะถือว่าเป็นกุศลสูงสุดที่ได้เอาดวงจิตเข้าร่วมปรมาตมันของพระผู้เป็นเจ้าโดยทางลัด

ต่อมาฤาษีอื่นๆเห็นว่าการถอดจิตเข้าในเทวรูปนั้นมีมากแล้วน่าจะเข้าสิงสู่ในรูปแบบอื่นๆที่จะยังคงขลังและศักดิ์สืทธิ์เหมือนเดิมเพื่อให้สาธุชนได้ไว้สักการะบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลคุ้มครองป้องกันชีวิตและทรัพย์สมบัติ

ดังนั้นฤาษีผู้บำเพ็ญญาณอื่นๆที่บำเพ็ญบารมีถึงขั้นพรหมในถํ้าต่างๆจึงได้ถือเป็นแบบอย่างสืบทอดกันมาก็จะทำการเพ่งฌาณเรียกเอาแร่ธาตุกายสิทธิ์ดังกล่าวให้ไหลมารวมตัวกันเป็นสังขารอมตะสำหรับวิญญาณซืมสิงเมื่อกายเนื้อได้แตกดับทำลายลงไปตามกาลเวลาด้วยเหตุนี้ตามถํ้าต่างๆจึงมีเหล็กไหลซุ่มซ่อนแฝงเร้นกายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

นับได้ว่าเป็นต้นแบบของเหล็กไหลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกจนในกาลต่อมาได้เป็นคตินิยมสืบทอดกันมาในทางพระพุทธศาสนาที่ผู้สำเร็จฌาณอภิญญาชั้นสูงนิยมถอดจิตตนเองด้วยวิธีมโนมยิทธิเข้าสิงในรูปปั้นพระพุทธปฏิมากรแล้วอธิษฐานให้พระพุทธรูปนั้นลอยไปตามนํ้าเห็นสถานที่ใดเหมาะสมที่จะให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาชาวบ้านก็จะทำพิธีบวงสรวงชักลากขึ้นไปสักการบูชาได้สำเร็จเช่นหลวงพ่อโสธรหลวงพ่อวัดไร่ขิงหลวงพ่อบ้านแหลมหลวงพ่อทองเป็นต้น

เหล็กไหลนี้จึงเปรียบได้กับร่างกายของท่านมหาฤาษีทั้งหลายที่มีวิญญาณอันเป็นอมตะของท่านมหาฤาษีครองอยู่จึงได้เกิดอภินิหารเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงจนบางครั้งมีผู้เรียกขานกันว่า“ธาตุกายสิทธิ์”

เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์

คำว่า"ธาตุกายสิทธิ์"นั้นหมายถึงวัตถุธาตุบางชนิดที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ประกอบไปด้วยพลังงานอันมหาศาลอันเกิดจากเจตสิกผู้ครอบครองธาตุนั้นแฝงเร้นอยู่ใช้สำหรับป้องกันภัยให้กับตนเองโดยธรรมชาติแต่บางครั้งไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนกลับซืมลึกลงไปอยู่ใต้พื้นผิวโลกตามป่าตามเขาตามถํ้าแม้แต่ห้วยหนองคลองบึงรอจนกว่าผู้ที่มีภูมิจิตภูมิธรรมสูงไปพบเข้าแล้วหยิบยกเอาธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติและปกป้องคุ้มครองคนหมู่มากดังนั้นจึงเชื่อกันว่า“เหล็กไหล”จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุที่สำคัญดังนี้

  1. ธาตุเหล็กคือธาตุหลักเนื่องจากมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในยุคนั้น
  2. ธาตุดินที่ถูกความอัดแน่นของโลกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาเป็นหินสีต่างๆเช่นเพชรนิลจินดาอัญมณีหลากสี
  3. ว่านมหามงคลที่มีฤทธิ์อำนาจในตัวเช่นว่านต่างๆไพรดำซึ่งเป็นพืชที่ดูดซับเอาพลังต่างๆจากผืนดินเก็บสะสมเอาไว้ในตนเองจนเกิดฤทธิ์เดช
  4. ปรอทหรือธาตุอื่นๆที่สามารถเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเองโดยการอ่อนตัวแล้วกลิ้งไหลไปมีฤทธิ์อำนาจทางความยืดหยุ่นหรือหดตัวเองได้หลีกภัยได้เร็วปรับสภาพตนเองให้เป็นไปในลักษณะต่างๆได้

ดังนั้นแร่เหล็กที่อยู่ภายใต้ลาวานั้นย่อมได้รวบรวมเอาสรรพสิ่งจากธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันไว้ในตัวเองคือมีฤทธิ์ในการปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยในทุกรูปแบบเพราะฉะนั้นเมื่อมหาฤาษีได้ใช้อิทธิฤทธิ์ดึงธาตุเหล่านี้ขึ้นมาแล้วถอดจิตด้วยฌาณสมาบัติเข้าแฝงตนอยู่ในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้เพื่อฝึกฝนปฏิบัติทางจิตให้ยิ่งๆขึ้นไปจึงทำให้เจตสิกของผู้ทรงฌาณนั้นเกิดพลังอันมหาศาลแม้แต่จะงอเหล็กก็ยังได้จนมนุษย์ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่ทราบว่ามันคืออะไรก็เลยเรียกกันว่า “เหล็กไหล” ตามสภาวะการแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนั้นนั่นเองคือลักษณะเหมือนก้อนเหล็กที่ยืดตัวได้มีสีสรรต่างๆกันหลายรูปแบบเหล็กไหลจึงเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์จนกลายเป็นสิ่งลํ้าค่าที่ผู้คนแสวงหาไม่รู้จักจบมาทุกยุคทุกสมัยตราบจนเท่าทุกวันนี้

เหล็กไหลมีหลากหลายชนิดลักษณะเป็นเนื้อโลหะสีมันวาวสะท้อนแสงได้ดีแข็งมีนํ้าหนักเหมือนโลหะทั่วไปสนิมไม่กินเนื้อมีพลังอำนาจในตัวทางธรณีวิทยาเราจัดเป็นแร่ประเภทหนึ่งแต่คนโบราณได้ค้นพบธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ขึ้นมาโดยการอนุมานจากอนุภาคธรรมชาติที่แสดงตนออกมาตามสภาพที่พบเห็นแล้วเรียกมันว่า “เหล็กไหล” เช่นยืดได้หดได้ด้วยตนเองไหลยืดออกมาเป็นทางยาวดับความร้อนได้ชอบกินนํ้าผึ้งมีฤทธิ์ทำลายฟอสฟอรัสหรือหัวไม้ขีดให้หมดสภาพไปได้คือจุดไม่ติดเมื่อมีการทดลองให้ประจักษ์แก่สายตาในอิทธิ์ฤทธิ์ปาฎิหาริย์จึงทำให้เกิดมีความปรารถนาและมีความต้องการสูงมีการติดต่อซื้อขายกันในราคาที่ค่อนข้างสูงคิดตามนํ้าหนักเป็นบาทหรือเป็นชิ้นเป็นองค์ในราคาหลักร้อยล้านกันขึ้นไป

ดังนั้น “เหล็กไหล” จึงเป็นที่ปรารถนาและใฝ่ฝันของคนทั่วไปแม้บางที่จะต้องเสี่ยงภัยถึงขั้นเอาชีวิตแลกก็ยอมเรื่องราวของเหล็กไหลจึงดูเหมือนเป็นเรื่องลี้ลับซับซ้อนและหลายคนคงอยากจะรู้เหมือนกันว่าเหล็กไหลคืออะไรกันแน่?เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?เหล็กไหลที่ทรงอิทธิฤทธิ์นี้มีจริงหรือไม่?จึงเป็นปรัศนีที่ท้าทายความกระหายใคร่อยากรู้ตามลักษณะวิสัยของมนุษย์จึงทำให้ต้องเที่ยวหาคำตอบจากผู้รู้ทั้งหลายหรือผู้มีประสพการณ์ที่มีความรู้ที่พึงเชื่อถือได้จนกลายเป็นตำนาน“เหล็กไหล”ที่เล่าขานที่สืบทอดกันมาแต่สมัยโบราณตราบถึงปัจจุบันบางครั้งก็มีผู้ขนานนามว่า “ธาตุน้านมพระแม่ธรณี

ธาตุน้ำนมพระแม่ธรณี

พระแม่นางธรณีเป็นผู้รักษาแผ่นดินโลกและสิ่งที่เป็นของแข็งอยู่ในโลกเรานี้จึงได้ถูกเรียกว่า“ธาตุดิน”ดังนั้น“เหล็กไหล”จึงจัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดขึ้นมาจากธาตุของ “พระแม่นางธรณี” นั่นเองปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกในหลายศตวรรษที่ผ่านมาโดยเฉพาะแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดย่อมก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของแร่ธาตุต่างๆตามกฎของธรรมชาติ

เหล็กไหลประเภทต่างๆที่อยู่ตามป่าเขาตามถํ้าจึงได้เริ่มปรากฏตัวสู่โลกภายนอกในรูปแบบต่างๆส่วนเหล็กไหลที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟระเบิดตัวแร่เหล็กไหลจะอยู่ใจกลางก้นบ่อของภูเขาและจากความร้อนแรงที่หลอมละลายอยู่ภายใจกลางโลกจึงทำให้แร่ธาตุต่างๆรวมตัวเข้าด้วยกันทำให้เกิดการไหลรวมตัวกับแร่ธาตุอื่นๆอีกหลายชนิด

ธาตุเหล็กไหลนี้จัดได้ว่ามีชีวิตจิตวิญญาณและเป็นธาตุกายสิทธิ์ด้วยว่ามันมีพลังงานอยู่ในตนเองสูงมากพลังงานนี้จะเทียบเท่ากับนํ้าหนักหรือแรงกดเหมือนกับสิ่งของที่มีนํ้าหนักมากๆจนบางครั้งยกไม่ขึ้นหรือยกขึ้นไม่ไหวนี่แหละคือคุณค่าพิเศษของธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้จึงจัดเป็นธาตุที่หาได้ยากมากจะอยู่ตามถํ้าตามหน้าผาหุบเขา หรือภูเขาบางครั้งเราเรียกกันว่า“ธาตุนํ้านมของพระแม่นางธรณี”ด้วยเกิดจากสิ่งหลอมเหลวภายในโลกนั่นเองจึงเปรียบเสมือนเลือดนํ้านมในอกของพระแม่นางธรณี

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้พลังงานจากธาตุกายสิทธิ์หลายชนิดอันเกิดจากแร่ธาตุธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องมือทางการแพทย์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอีเล็คโทรนิค

ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลก็เช่นกันเมื่อคนเราได้ค้นพบพลังงานอันมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่จึงกลายเป็นของที่ทุกคนสนใจใคร่แสวงหากันและจะหาธาตุเหล็กใดในโลกนี้บ้างที่มีพลังลึกลับอันมหัศจรรย์ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเพราะเป็นพลังที่พิสดารจากธรรมชาติเนื่องจากธาตุเหล็กธรรมดาถ้าสัมผัสพลังดูแล้วจะรู้สึกว่าธรรมดาแต่ถ้าเป็นเหล็กไหลจะรู้สึกถึงพลังอันหนักหน่วงมีนํ้าหนักมากจนรู้สึกได้

การสัมผัสพลังของเหล็กไหลนั้นจะต้องอาศัยการฝึกฝนศึกษาจากกรรมฐานจนเกิดญาณทัศนะสัมผัสได้ลึกละเอียดมองเห็นและถ่ายทอดออกมาทางอารมณ์ความคิดเพราะพลังธรรมชาติกับพลังจากพุทธคุณหรือการสวดยัดวัตถุธาตุมงคลนั้นย่อมจะแตกต่างกันเหล็กไหลจึงจัดเป็นเหมือนแก้วกายสิทธิ์สำหรับผู้ครอบครองที่มีบุญบารมีเท่านั้น

การสัมผัสด้วย “ญาณ” จากผู้มีบารมีธรรมแต่ละคนนั้นย่อมจะต้องได้คำตอบถึงคุณลักษณะของเหล็กไหลที่ตรงกันพลังของเหล็กไหลนั้นรุนแรงมากจนผู้ทดสอบพลังต้องคลายมือออกจากเหล็กไหลนั้นเพราะจะรู้สึกจุกแน่นหน้าอกเหมือนถูกพลังอันหนักหน่วงโถมใส่จนรับไว้ไม่ไหวจำเป็นต้องคลายสมาธิโดยฉับพลันก็พลังนี้แหละจะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของคนเราได้มองเห็นต่างหูต่างตาแทนเราได้จึงทำให้วัตถุมงคลเหล็กไหลเหมือนมีชีวิตจิตวิญญาณ

ต้นตำนานเหล็กไหลในยุคปัจจุบัน

เรื่องราวความเป็นไปของเหล็กไหลค่อนข้างสลับซับซ้อนและยากต่อการเสาะแสวงหานอกจากการชี้แนะของครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆที่ท่านได้ศึกษาและมีประสพการณ์โดยเฉพาะตำนานเหล็กไหลเหล่านี้ได้รับการบอกเล่าสืบทอดกันมาด้วยวาจาจนเมื่อหลวงพ่อสัมฤทธิ์อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้าแฝดอ.ท่าม่วงจ.กาญจนบุรีได้เปิดเผยเรื่องราวอันมหัศจรรย์นี้จากการบอกเล่าสืบทอดกันมาแต่โบราณถ่ายทอดจากประสพการณ์ออกเผยแพร่เป็นตำนานเรื่องเล่าขาน

จนพระอาจารย์สิทธาเชตวันนักเขียนนวนิยายและเรื่องราวที่ลี้ลับทางจิตอภิญญาผู้มีบารมีธรรมและญาณหยั่งรู้ชั้นสูงซึ่งปัจจุบันอยู่ในเพศบรรพชิตที่กำลังแสวงหามรรคผลในปัจจุบันได้เคยกล่าวถึงหลวงพ่อสัมฤทธิ์ไว้ว่า

“พระธุดงค์ส่วนใหญ่ท่านจะแสวงหามรรคผลนิพพานแต่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ไม่เอาอย่างนั้นจะเอาเหล็กไหลลูกเดียวช่างกล้าหาญชาญชัยถึงปานนั้น"

เพราะผู้ที่จะรู้เรื่องราว“เหล็กไหล”ส่วนใหญ่จะเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ผ่านการวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรเป็นผู้ทรงญาณเก่งกล้าในพุทธาคมจึงจะมีโอกาสได้สัมผัสหรือรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ตลอดจนมีเหล็กไหลบางประเภทอยู่ในครอบครอง

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านศึกษาเรื่องเหล็กไหลมาจากหลวงพ่อดีวัดพระไตนครเวียงจันทร์ประเทศลาวอายุ 90 ปีเศษแต่ยังแข็งแรงเหมือนคนอายุ 60 แต่ท่านเชี่ยวชาญในเรื่องเหล็กไหลไพรดำเล่นแร่แปรธาตุได้ชวนหลวงพ่อสัมฤทธิ์ศึกษาเรื่องเหล็กไหลโดยออกธุดงค์ไปทางภูเขาควายเข้าไปถึงเขมรและญวนจนได้รับความรู้เป็นอย่างดีจึงย้อนกลับประเทศไทยออกธุดงค์ไปตามป่าเขาจากเหนือจรดใต้ของประเทศทำให้ท่านได้ประสพการณ์เรื่องของธาตุกายสิทธิ์และเหล็กไหลมากมาย

ดังนั้นเรื่องราวต่างๆเหล่านี้หาใช่จะยึดเป็นตำราได้ไม่เพียงแต่เป็นเสี้ยวหนึ่งของประสพการณ์จากครูบุรพาจารย์ในอดีตที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้ประกอบการศึกษาและหาทางพิสูจน์กันต่อไป

“เหล็กไหลไพลดาพูดพล่ามเป็นบ้าเล่นแร่แปรธาตุผ้าขาดเป็นวาคิดสะระตะโสฬสนอนอดเหมือนหมา” ดังคำพังเพยของคนโบราณที่ได้ให้ข้อคิดสะกิดเตือนลูกหลานเอาไว้ไม่ให้สนใจในเรื่องเหล่านี้

เพราะเป็นช่องทางหากินของเหล่ามิจฉาชีพใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงแบบ18มงกุฎใช้ไสยศาสตร์และมายากลหลอกลวงหากินต้มประชาชนผู้รู้ไม่ทันก็จะเสียเงินเสียทองเป็นจำนวนมากได้

ฤาเป็นเรื่องที่เบื้องบนต้องการเปิดเผยความเร้นลับของเหล็กไหลนี้กันแน่เพราะเมื่อ30ปีก่อนทันตแพทย์วิชิตตริชอบได้เปิดเผยเรื่องราวของเหล็กไหลในแง่การผจญภัยและพิธีกรรมตัดเหล็กไหลผ่านทางนักเขียนนามอุโฆษ “พนมเทียน” ในหน้าหนังสือพิมพ์“เดลินิวส์”ทำให้คนอ่านทั่วประเทศติดกันงอมแงมทีเดียว

เคยมีคนถามคุณหมอวิชิตว่า “เหล็กไหลมีจริงหรือเปล่า” คำตอบก็คือ “ผมได้เห็นเหล็กไหลจริงๆดังที่ได้เล่าไว้ในหนังสือเรื่องเหล็กไหลทั้ง4เล่มนั่นแหละแต่ไม่กล้ายืนยันว่าเหล็กไหลที่แท้จริงมีอยู่ในโลกนี้จริงๆหรือไม่มันยังอึมครึมลึกลับอยู่

เพราะอาจจะเป็นมายาศาสตร์ชั้นสูงที่ผู้สำเร็จญาณสมาบัติชั้นสูงหรือสำเร็จอภิญญาใช้ฤทธิ์อำนาจสะกดจิตให้เห็นตามที่ต้องการหรือใช้มายากลระดับเซียนเหยียบเมฆเพราะเหล็กไหลที่ตัดมาทั้งหมดนั้นในที่สุดก็ได้ล่องหนหายไปอย่างลึกลับเช่นกัน

แม้ในปัจจุบันเรื่องราวของการใช้มายากลในผู้ที่แอบอ้างเป็นพระสงฆ์ก็ยังมีอยู่ให้เห็นเป็นข่าวเมื่อเร็วๆนี้เช่นกันการที่อวดแอบอ้างเป็นผู้มีฤทธิ์อภิญญาใช้ทีมงานร่วมมือกันหลายคนแสดงการปรากฏตัวของ“เปรต”การเคลื่อนย้ายวัตถุข้ามมิติการย่นระยะทางเสกเรียกของกลางอากาศแล้วทำไมจะใช้ขบวนการสร้างเรื่องราวของเหล็กไหลให้ดูพิสดารสมจริงไม่ได้

เรื่องราวของตำนานเหล็กไหลในที่นี้เป็นข้อมูลที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้รับมาจากครูบาอาจารย์หลายท่านด้วยกันที่เหมือนกันก็มีที่ขัดแย้งกันก็มีตามภูมิความรู้ภูมิธรรมของแต่ละท่านตลอดจนประสพการณ์จากการปฎิบัติและศึกษาจากของจริงตามป่าตามเขามานานนับสิบปี

ประเภทของเหล็กไหล

ธาตุศักดิ์สิทธิที่เราเรียกกันว่า“เหล็กไหล”นี้พอจะแบ่งแยกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆด้วยกัน

1.ธรรมธาตุกำเนิดของเหล็กไหลประเภทนี้เกิดจากจิตของเทพพรหมในอดีตอันไกลโพ้นซึ่งเป็น“อรูปพรหม”ที่ปรารถนาจะมาช่วยรักษาพระพุทธศาสนาจึงได้ลงมาบำเพ็ญฌาณในมนุษย์โลกได้เข้ามาสัมผัสเข้ากับกลิ่นอันโอชะของง้วนดินที่เป็นธาตุบริสุทธิ์มาแต่เดิมแล้วเกิดติดใจในความโอชาของง้วนดินเข้าเมื่อเสพแล้วก็เลยหาที่พักพิงอาศัยอยู่ตามเงื้อมเขาตามถํ้าอันสงบเป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพของจิตล้านปีบ้างแสนปีบ้างหมื่นปีบ้างร้อยปีบ้างหนึ่งปีบ้าง

เมื่ออัธยาศรัยของจิตเริ่มเกาะรูปธรรมจึงได้เนรมิตรธาตุบริสุทธิอันประกอบด้วยธาตุทั้ง4อันได้แก่ดินนํ้าลมไฟด้วยการเนรมิตรเอาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ขึ้นมาประกอบเป็นเรือนกายฝังตัวอยู่ในก้อนธาตุเหล่านั้นอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์เป็นเพศผู้ก็มีเพศเมียก็มีอยู่โดดเดี่ยวก็มีเป็นคู่ก็มีเป็นกลุ่มก็มีมีรังอาศัยอยู่ก็มีที่ไม่มีรังอาศัยอยู่ก็มีโดยปกติแล้วปีหนึ่งๆประมาณเดือน5ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะออกหาเสพง้วนดิน

แต่ในสมัยปัจจุบันโลกมนุษย์ของเราผิวพื้นโลกไม่มีความสะอาดเพียงพอจึงไม่มีง้วนดินอยู่ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จึงต้องอาศัยเสพนํ้าผึ้งแทนเฉพาะในเวลากลางคืนโดยอาศัยป่าเขาต่างๆซึ่งบางคนอาจจะเคยพบเห็น

ลักษณะการเคลื่อนที่ของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะปรากฏเป็นดวงกลมใหญ่เล็กลอยออกจากหน้าผาหรือถํ้าออกไปจับรังผึ้งตามต้นไม้บางดวงก็ลอยหายไปในโพรงไม้เพื่อกินนํ้าผึ้งโพรงบางดวงก็ลอยหายไปใต้พื้นดินเพื่อกินนํ้าหวานของแมงขี้สูตร

ถ้าผู้พบเห็นมีความสามารถพิเศษก็สามารถเชิญเขามาสนทนาได้เช่นกันแต่ถ้าต้องการที่จะครอบครองของสิ่งนี้ต้องมีวาสนาบารมีสั่งสมร่วมกันมาตั้งแต่อดีตหรือมิเช่นนั้น

ก็ต้องเป็นผู้มีศีลธรรมจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลถึงพร้อมพรหมวิหารธรรมเจตนาเป็นกุศลจิตก็อาจทำพิธีอัญเชิญท่านให้ปรากฏตนออกมาเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ทรงคุณธรรมทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตที่ประสงค์จะช่วยกันสืบพระศาสนาขององค์พระศรีศากยมุณีซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาแต่อดีตชาติแล้วได้จุติลงมาเป็นมนุษย์

เทพพรหมเหล่านี้มุ่งการบำเพ็ญบารมีทำความเพียรจนเข้าถึงอริยสัจจธรรมเพื่อที่จะได้น้อมนำชีวิตอุทิศตนเองถวายเป็นพุทธบูชาเสริมสร้างบารมีของตนจนเข้าสู่มรรคผลนิพพานในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้าและจรรโลงกอบกู้อุปถัมภ์คํ้าชูพระพุทธศาสนาที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฐิที่ปฏิบัติถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรม

ดังนั้นฤทธิ์อำนาจของเหล็กไหลชนิดนี้จะสูงกว่าธาตุกายสิทธิ์ทุกประเภทสามารถทำปฏิกิริยาต่อเชื้อปะทุทุกชนิดและศาสตราวุธต่างๆให้หมดอานุภาพได้เมื่อเทพนั้นมีความประสงค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดูหรือเพื่อคุ้มครองรักษาเจ้าของเหล็กไหลนั้นคือจะแสดงฤทธิ์ ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น

นอกจากนี้ยังล่องหนหายตัวได้เมื่อต้องการโดยการสลายรูปธาตุทั้งสี่ให้เป็นอรูปธาตุ(วิญญาณธาตุ)แล้วประกอบขึ้นใหม่ได้และเมื่อยังไม่ประกอบรูปธาตุก็จะยังไม่กินนํ้าผึ้งต่อเมื่อประกอบธาตุแล้วจึงจะกินนํ้าผึ้งและต้องเป็นนํ้าผึ้งที่บริสุทธิ์อีกด้วย

ลักษณะพรรณสัณฐานของเหล็กไหลประเภทนี้มีหลายรูปแบบเช่นรูปไข่กลมรีครึ่งซีกทรงกลมหนำเลี๊ยบรักบี้เป็นต้นเพราะมองดูเผินจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นเหล็กไหลเพราะเหมือนก้อนหินก้อนกรวดธรรมดาธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลที่เป็นธรรมธาตุนี้แต่ละองค์จะมีนามของตนเองโดยเฉพาะจะต้องสอบถามนามของท่านเอาเอง

ยุคสมัยปัจจุบันมีผู้ตั้งค่านิยมของธาตุกายสิทธิ์ไว้สูงมากจนเกิดการทุ่มเทติดตามหาวัตถุธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างจริงจังจนหลายคนหมดเงินหมดทองไปเป็นจำนวนมากแต่มีน้อยรายที่จะพบกับความสำเร็จเพราะขาดความรู้ความเข้าใจความเป็นมาของธาตุวิเศษเหล่านี้รวมทั้งขาดบุญวาสนาอีกด้วยพึงตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งใดมีคุณอนันต์ก็ย่อมเกิดโทษอันมหันต์ได้เช่นกัน

2.ธาตุสำเร็จเหล็กไหลชนิดนี้เป็น “รูปธาตุ” มีแต่เพียงจิตครองไม่มีวิญญาณครองเกิดจากฤทธิ์อำนาจของเทพระดับตํ่าลงมาในระดับ “รูปพรหม” โดยเมื่อครั้งในอดีตได้เคยบำเพ็ญตบะเป็นฤาษีชีไพรจนสำเร็จรูปฌาณแต่ด้วยบุพกรรมและความปรารถนาบางอย่างจึงได้ลงมาสู่โลกมนุษย์ในลักษณะเป็นก้อนธาตุสำเร็จรูปทรงต่างๆกันที่เป็นเหมือนโลหะธาตุก็มีเหมือนแก้วใสก็มีสถานที่อยู่ของเหล็กไหลประเภทนี้มักจะอยู่ภายในถํ้าที่มีความสะอาดเย็นหรือชื้นแฉะธาตุเหล็กไหลประเภทนี้ไม่สามารถล่องลอยไปหานํ้าผึ้งกินเองได้จะต้องอาศัยวัตถุธาตุที่เป็นสื่อเป็นสะพานนำไปโดยการไหลไปตามพื้นดินผนังถํ้าหรือหน้าผา

หากสถานที่นั้นไม่มีผึ้งทำรังอยู่นานวันเข้าเหล็กไหลก็จะเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ต่อไปเรื่อยๆบางครั้งก็จะมีการขับถ่ายของเสียออกมาซึ่งเรียกกันว่า “ขี้เหล็กไหล” เมื่อถ่ายมูลเสร็จจะกลับเข้ารังต่อไป

สำหรับเหล็กไหลประเภทนี้มีฤทธิ์อำนาจใกล้เคียงกับธาตุกายสิทธิ์ประเภทแรกเพราะเป็นการประกอบธาตุให้ถูกส่วนของผู้มีวิชาแก่กล้าทางโลกียฌาณคือฤาษีชีไพรคนธรรพ์วิทยาธรเป็นต้นแต่ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้เพราะถ้าเจอะผู้มีวิชาอาคมที่แก่กล้าจะถูกทำลายหรือแย่งชิงได้ง่ายเนื่องจากมีเพียงวิญญาณธาตุคือพลังงานอย่างเดียว

ดังนั้นผู้มีเหล็กไหลประเภทนี้อยู่มักจะไม่เปิดเผยเพราะเกรงผู้มีวิชาเรียกเอาได้ลักษณะของเหล็กไหลประเภทนี้มักจะพบเห็นบ่อยครั้งมีชื่อเรียกหาแตกต่างกันไปตามความคิดความเข้าใจและคุณสมบัติที่พบเห็นบางครั้งต้องทาพิธีพลีกรรมตัดเอาแต่สาหรับผู้ทรงฌาณระดับสูงแล้วเพียงแต่ทาการอัญเชิญท่านก็จะเสด็จมาอยู่ด้วยโดยไม่ต้องมีพิธีกรรมที่ยุ่งยากแต่อย่างใด

 

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 16 Jun 2008 01:11 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

อาณาจักรของเหล็กไหล

เนื่องจากเหล็กไหลประกอบไปด้วยธาตุเหล็กเป็นสำคัญจึงต้องการสิ่งที่มีความแข็งแกร่งพอสมควรที่จะเข้าไปยึดเกาะเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างอาณาจักรหรือรังขึ้นมาเฉกเช่นสัตว์โลกทั่วไปที่จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อขยายเผ่าพันธ์มีลูกมีหลานสืบต่อไปในภายภาคหน้า

ดังนั้นโครงสร้างของอาณาจักรส่วนใหญ่จึงยึดเอาสิ่งที่มีธาตุเหล็กเป็นหลักเพราะจะได้อาศัยการกินธาตุเหล็กเป็นอาหารเพื่อเป็นการตั้งธาตุและปรับธาตุของตนเองให้เกิดความสมดุลย์ได้ง่ายขึ้นเนื่องจากธาตุเหล็กเป็นธาตุดังเดิมที่มีอยู่ในพื้นภิภพและพื้นผิวโลกมาตั้งแต่การกำเนิดของโลกก็ว่าได้

ธาตุเหล็กจึงมีโอกาสดึงดูดและสะสมพลังงานต่างๆที่มีอำนาจมาไว้ในตนเองค่อนข้างมากและเป็นเวลานานทำให้เหล็กไหลมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มพูนขึ้นและเมื่อมีการกินธาตุเหล็กเข้าไปมากก็ย่อมมีการขับถ่ายของเสียออกมาหรือของเหลือออกมากลายเป็น“ขี้เหล็กไหล”ซึ่งมีลักษณะเหมือนเหล็กที่ผุตัวลงไปไม่มีความแข็งแกร่งเหมือนกับตัวเหล็กไหลหรือโคตรเหล็กไหล

แต่เหล็กไหลบางประเภทที่อาจจะมีผิวพรรณวรรณะไปทางธาตุกายสิทธิ์คล้ายแก้วหรือหินย่อมจะสร้างรังหรืออาณาจักรที่แตกต่างกันไปส่วนใหญ่จะเป็นเทพผู้รักษาในระดับชั้นพรหมที่ละเว้นจากเรื่องกามเช่นมหาฤาษีผู้เพ่งฌาณสร้างธาตุกายสิทธิ์หรือกลั่นกรองธาตุเหล่านั้นจนใสเป็นแก้วแตกต่างกันไปตามบารมีชอบจะอาศัยอยู่ในโพรงหินที่เป็นแก้วสีที่แตกต่างกันออกไปหากดูภายนอกจะไม่ทราบเลยว่าภายในก้อนหินเหล่านั้นจะมีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลซ่อนอยู่ภายใน

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 16 Jun 2008 01:14 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

รังของเหล็กไหล

ความหมายของ “รังเหล็กไหล” ย่อมหมายถึงลักษณะของถิ่นที่อยู่หรือโครงสร้างที่อยู่อาศัยนั้นเองเหล็กไหลบางประเภทที่จำเป็นต้องสร้างอาณาจักรนั้นลักษณะของรังจะเหมือนรังผึ้ง้มีท่อมีรูเชื่อมโยงอยู่ภายในเหมือนเป็นเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและกันโดยมีการแบ่งสัดส่วนเป็นห้องเป็นหับเหมือนสัตว์โลกทั่วไปเพื่อใช้เป็นห้องพักของตนเองห้องพักของตัวอ่อนลูกๆที่เกิดขึ้นก็จะฟักตัวเองอยู่ในโพรงหลายตัวต่อโพรงก็มี

รังของเหล็กไหลเหล่านี้มักจะอยู่ภายในถํ้าคูหาต่างๆพ่อแม่ก็อาจจะแสวงหาอาหารจากแร่ธาตุและธาตุอื่นๆที่มีฤทธิ์อำนาจและพลังบารมีสูงเพื่อให้ตัวอ่อนมีความแก่กล้าและแข็งแรงเติบใหญ่ขึ้นพร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่างๆไปพร้อมกัน

จากตัวเล็กขนาดเท่าปลายเข็มก็ขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงขนาดไข่ปลาดุกไข่กบเม็ดถั่วเขียวเม็ดถั่วลิสงเชื่อกันว่าเม็ดเหล็กไหลขนาดเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งมีฤทธือำนาจมากขึ้นเท่านั้นเพราะหากมีเหตุเภทภัยอันใดจะมาถึงตัวก็จะใช้ฤทธิ์ทั้งหมดในทีเดียว

ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือในหมู่ผู้ปฏิบัติจนได้ถึงเจโตรปริยญาณว่าตัวเหล็กไหลที่แท้จริงนั้นก็คือตัวลูกๆที่ยังเล็กๆอยู่หรือเพิ่งเป็นอิสระหลุดตัวเองออกมาจากญาณพ่อญาณแม่ของมันเหล็กไหลบางประเภทก็จะมีสิ่งปกป้องคุ้มครองจากเหล่ายักษ์คนธรรพ์นาควิทยาธรให้ความอารักขาเนรมิตสิ่งบดบังคุ้มครองหรือปกปิดให้เช่น “แก้วขนเหล็ก” ที่เป็นเหมือนขนโลหะที่มีความคม และแข็งห่อหุ้มเหล็กไหลไว้ภายในโดยรอบ

เหล็กไหลบางประเภทก็จะมีสิ่งห่อหุ้มที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติปกป้องหรือเป็นที่หลบซ่อนฝังตัวของเหล็กไหลไม่ให้ปรากฏเป็นที่สนใจของผู้ที่มีเจตนาที่ไม่ดีได้พบเห็นมีลักษณะแตกต่างกันไปบางอย่างก็นิ่มคล้ายขี้ผึ้งแต่พอโดนอากาศภายนอกนานๆก็จะแข็งตัวบางอย่างคล้ายแก้วสีขุ่นๆห่อหุ้มตัวไว้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เหตุปัจจัย

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 16 Jun 2008 01:16 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

คุณสมบัติของผู้ครอบครองเหล็กไหล

เหล็กไหลจะอยู่กับผู้มีบุญเท่านั้นผู้มีบุญในที่นี้หมายถึงผู้ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นยึดมั่นในศีล5 พรหมวิหาร4 ผู้ละแล้วเสียซึ่งความโลภโกรธหลงเหล็กไหลเมื่อมีความยินดีจะอยู่คุ้มครองให้กับผู้ใดก็จะอยู่ด้วยตลอดไปเว้นแต่ผู้นั้นจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปในทางอกุศลเหล็กไหลก็อาจหายไปทันที

ดังนั้นผู้ครอบครองเหล็กไหลจึงควรมีคุณสมบัติดังนี้

  1. บุญวาสนาและบารมีที่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฐิเป็นคนดีมีศีลธรรม
  2. มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์นี้
  3. มีความปรารถนาอยากได้อย่างแรงกล้า

แท้จริงแล้วผู้ที่จะเกี่ยวข้องกับเหล็กไหลซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์แล้วจะต้องมีบารมีรองรับพอเพียง มิฉะนั้นเหล็กไหลจะหนีกลับไปสู่เจ้าของเดิมหรือผู้ที่มีบารมีสูงพอดังนั้นถ้ามีเงินแต่ไม่มีคุณธรรมก็อย่าหมายว่าจะซื้อได้\

ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาตนเองในส่วนนี้แล้วหรือยังในการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหล็กไหลเพราะเหล็กไหลทุกประเภทล้วนแต่ยอมอุทิศตนเพื่อเสริมสร้างบารมีธรรมให้ยิ่งๆขึ้นไปจนถึงมรรคผลนิพพานจึงยอมอุทิศตนทั้งร่างกายคือธาตุขันธ์และจิตวิญญาณในการสืบพระศาสนาให้มั่นคงสถาพรตราบนานเท่านาน

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 16 Jun 2008 01:17 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

อาหารของเหล็กไหล

เนื่องจากผู้บำเพ็ญฌาณในระดับสูงและผู้สร้างเหล็กไหลในอดีตล้วนแต่อาศัยตามเงื้อมผาและถํ้าคูหาเป็นที่บำเพ็ญพรตภาวนามักจะถือศีล8กินพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลักอาหารเสริมพิเศษที่ทำให้เกิดกำลังก็คือน้าผึ้งป่า

ดังนั้นเหล็กไหลเกือบทุกประเภทก็ชมชอบที่จะเสพนํ้าผึ้งเช่นกันเพราะนํ้าผึ้งเกิดจากความหวานของเกษรดอกไม้ต่างๆที่ผึ้งนำมาเก็บไว้ในรังบางทีก็บินไปสร้างที่อยู่ใหม่ทิ้งรังเก่าไว้ตามคบไม้หรือหน้าผาเมื่อเหล็กไหลมีจิตวิญญาณขององค์ฤาษีหรือเทพผู้สร้างสิงสถิตย์อยู่จึงนิยมที่จะเสพนํ้าผึ้งเช่นกัน

amulet.in.th -> ธาตุกายสิทธิ์