พระบูชาสมัยสุโขทัย
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 28 Oct 2008 03:04 pm
เรื่อง: พระบูชาสมัยสุโขทัย
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระบูชาสมัยสุโขทัย

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นประโยคที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมของอาณาจักรสุโขทัย จนได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรแห่งความรุ่งโรจน์ทั้งการเมือง การปกครอง การทหาร การก่อสร้าง สถาปัตยกรรม วัดวาอาราม รวมไปถึงพระพุทธรูปปางต่างๆ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองพระพุทธรูปที่มีศิลปะ อ่อนช้อย งดงาม กว่าสมัยใดๆ

สำหรับศิลปะสุโขทัยนั้นคาดว่าเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ ไปถึงอยุธยายุคต้น โดยเข้าใจว่าพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นน่าจะได้รับแบบอย่างจากศิลปะของพระพุทธรูปแบบลังกาและศิลปะของพระพุทธรูปแบบลพบุรียุคปลายต่อเนื่องแบบอู่ทองสุวรรณภูมิ ซึ่งเราจะเห็นการผสมผสานของศิลปะ ๒ แบบนี้อยู่ในพระพุทธรูปของสุโขทัยยุคต้นๆ (แบบตะกวน) และต่อมาคงได้แบบพระพุทธรูปจากเมืองเชียงแสงเข้ามาผสม จึงได้พัฒนาจนได้แบบของศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ ซึ่งมีหลักฐานจากประวัติศาสตร์ในเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหง เสด็จขึ้นไปช่วยพ่อขุนเม็งรายสร้างเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ตามศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ย่อมส่งผลถึงความสัมพันธ์ด้านศาสนา และศิลปกรรมด้วย

ตามแบบแห่งพระพุทธรูปสุโขทัย ได้แบ่งตามศิลปะเชิงช่างเป็น ๔ แบบ หลักๆ ดังนี้

๑.แบบวัดตะกวน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่พบครั้งแรกและมากที่สุดที่วัดตะกวน จึงได้ชื่อว่า “สุโขทัยแบบตะกวน” ถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปสุโขทัยรุ่นแรก มีแบบพุทธรูปของลังกาผสมมากที่สุด และมีแบบพุทธรูปของอู่ทองผสมด้วยอีกแบบหนึ่ง เรามักเรียกย่อยกันว่า “แบบเชียงแสนตะกวน” และ “แบบอู่ทองตะกวน” ซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มเสาะหาแบบฉบับศิลปะของตนเองอยู่ จึงพยายามรวบรวมศิลปะต่างๆ มาผสมผสานกัน

ลักษณะที่สำคัญของพระสุโขทัยแบบตะกวนนี้ พอจะกล่าวได้กว้างๆ คือ พระพักตร์กลม แบน หน้าผากแคบ แต่เม็ดพระศกขมวดเป็นก้นหอยขนาดใหญ่ พระเกศเป็นเปลวเพลิง มือป้อมๆ นิ้วสั้น ผิวพรรณองค์พระมักไม่เรียบเป็นคลื่นขรุขระ แต่มีสนิมโลหะปรากฏอยู่อย่างมากและทั่วองค์พระ มักพบเป็นพระนั่งปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ฐานเป็นแบบฐานเขียงหน้ากระดานเรียบๆ จัดได้ว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีการพบเห็นไม่มาก หายากแบบหนึ่งเลยทีเดียว

๒.แบบสุโขทัยบริสุทธิ์ จัดได้ว่าเป็นแบบที่ถูกยกย่องให้ว่าเป็นเลิศทางศิลปะที่งดงามอ่อนช้อย (ในวงการเราเรียกว่า “สุโขทัยชั้นครู”) โดยมีอิทธิพลของพระพุทธรูปแบบลังกาปรากฏอยู่ แต่พัฒนาให้งดงามยิ่งขึ้น คือ ใบหน้าเป็นรูปไข่ คิ้วโก่ง จมูกโด่งงุ้ม ปากเล็กบาง แสดงอาการอมยิ้มเล็กๆ คางเป็นปม เม็ดพระศกเป็นก้นหอยงดงาม (ในวงการเรียกว่า พระหน้านาง-คางหยิก)

สัดส่วนขององค์พระอ่อนช้อย สมสัดส่วน หน้าอกใหญ่ ไหล่กว้าง เอวคอด คล้ายสตรีเพศ จีวรแสดงเป็นแบบบางแนบเนื้อ แขนกลมมน มือและนิ้วเรียวยาว มีการเล่นนิ้วมืออย่างมนุษย์ คือ แต่ละนิ้วยาวไม่เท่ากัน

และที่สำคัญของพระสุโขทัยแบบบริสุทธิ์นี้ ยังนิยมสร้างไว้อีกหนึ่งแบบ คือ พระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งจัดว่าเป็นแบบของพระพุทธรูปไทยที่สวยที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งแสดงในลักษณะยืนก้าวพระบาทออกไปเบื้องหน้า จนมีการสร้างเป็นพระเครื่องด้วยอีกมากมายหลายพิมพ์ จนชาวบ้านเรียกกันว่า “พระกำแพงเขย่ง”

๓.แบบสุโขทัย-พิษณุโลก (แบบพระพุทธชินราช) โดยทั่วไปยังคงเอกลักษณ์แบบสุโขทัยอยู่แต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของทรวดทรง พระจะเริ่มล่ำสันบึกบึนกว่าสุโขทัยบริสุทธิ์ ใบหน้าตอบลง คางแหลมขึ้น ฐานเริ่มมีแบบบัวคว่ำ บัวหงายเตี้ยๆ และที่เด่นชัดสุดคือนิ้วพระหัตถ์เท่ากันทั้ง ๔ นิ้ว (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) ซึ่งพระสุโขทัยในหมวดนี้ เราจะยกแบบของพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก เป็นต้นแบบ

และที่เห็นได้ชัดอีก ๒ องค์ คือ พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ซึ่งพระพุทธรูปสุโขทัยในแบบนี้เชื่อกันว่าเกิดขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย

๔.แบบสุโขทัย-กำแพงเพชร เป็นยุคสุดท้ายของศิลปะสุโขทัย ก่อนที่อยุธยาจะมีบทบาททางการปกครองอย่างสูงสุด บางท่านยังเรียกกันว่าพิษณุโลก-กำแพงเพชร ซึ่งเข้าใจว่านอกจากจะพบมากที่กำแพงเพชรแล้วยังพบที่เมืองพิษณุโลกด้วย พุทธลักษณะสำคัญคือ รูปร่าง ทรวดทรงขององค์พระจะดูผอมบางกว่าแบบสุโขทัยบริสุทธิ์ มีแบบที่เห็นมากคือ ประทับนั่งปางมารวิชัย ฐานเป็นแบบ ๔ ขา (๓ ขาด้านหน้า ๑ ขาด้านหลัง)

พระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนี้จัดได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างมากสมัยหนึ่งจากหลายๆ สมัย ทำให้มีราคาเช่าหาบูชาสูงมาก เพราะส่วนหนึ่งได้ตกไปอยู่กับนักสะสมต่างชาติ จึงอยากให้ผู้ที่สนใจในเรื่องเหล่านี้ได้ช่วยกันศึกษาและอนุรักษ์ไว้ให้อยู่คู่กับคนไทยต่อๆ ไป