สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

ตำนานสักยันต์

amulet.in.th -> ตำนานต่างๆ
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 31 Oct 2008 05:54 pm
เรื่อง: ตำนานสักยันต์
ตอบโดยอ้างข้อความ

ตำนานสักยันต์
 
เมื่อก่อน คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า...

ผู้ชายสมัยก่อน นิยมที่จะไปสักลงยันต์ เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน และเพื่อแสดงถึงความเป็นชายชาตรี ชายแทบทุกคนจะต้องผ่านการสักลงยันต์มาแทบทั้งนั้น จะสักแบบปกติ หรือสักน้ำมัน ก็แล้วแต่คนจะเลือก  พ่อฉันเอง ท่านก็เล่าให้ฟังว่า

แกก็เคยสักมา แต่แกสักน้ำมัน ซึ่งการสักน้ำมัน จะไม่เห็นรอยสักที่เป็นสีเขียวๆ เหมือนที่เราเคยเห็นกันหรอกค่ะ เพราะไม่ได้ใส่สีลงไป สักแบบนี้ ฉันว่าดีกว่าการสักที่เห็นรูปชัดเจนซะอีก อย่างน้อยก็ดูไม่น่ากลัว เพราะจะไม่เห็นรอยอะไรเลยทั้งสิ้น สมัยก่อน คนที่สักลงยันต์ จะต้องสักปรางค์เก้ายอดที่ท้ายทอยก่อนอันดับแรก เพื่อเปรียบเสมือนเกราะป้องกันอันตราย นอกนั้นจะสักอะไรตามต่อไป ก็แล้วแต่คนที่จะสัก อาจจะเป็นหนุมาน เสือเผ่น นารายณ์แผลงศร พ่อแก่ เกราะเพชร ปลาไหล จิ้งจกสองหาง ฯลฯ  คนที่สักยันต์นั้น จะต้องรักษา "กฏ" บางอย่างเอาไว้ให้ได้ เช่นว่า

- ห้ามผิดลูกผิดเมียคนอื่น
- ห้ามด่าพ่อแม่
- ห้ามเดินลอดใต้ถุน ใต้บันได ใต้สะพานหัวเดียว
- ห้ามกินน้ำเต้า มะเฟือง ฟัก แฟง
- ถือศีลห้า ซึ่งบางคนก็ว่า ฟัก แฟง น้ำเต้า อะไรพวกนี้ กินได้

แต่ต้องผ่าจากขั้วบนลงไปยังขั้วล่างเท่านั้น ห้ามผ่ากลางผลเด็ดขาด หากใครฝ่าฝืนทำไป ของหลุดทันที (เค้าว่างั้นนะ)

หรือหากใครกินเหล้าเมายา จนขาดสติสัมปชัญญะ ก็อาจจะ "ของขึ้น" ได้ โดยที่ไม่ต้องไป "พิธีสวดพานยักษ์" เลย ซึ่งอาการของขึ้นนี้ ฉันเองก็เคยเห็นมากะตา

เพราะฉันมีเพื่อนที่สักแบบนี้อยู่หลายคน (พวกเด็กช่างกล นิยมสักยันต์กันมาก) เวลาเค้าเมา หมดสติเมื่อไหร่ เค้าจะเริ่มคำราม ซึ่งอาการของขึ้นนี้ จะขึ้นเรียงตามลำดับที่สักก่อนหลัง อย่างเช่นสัก "พ่อแก่" ก่อนเค้าก็ลุกเดินทำหลังค่อมถือไม้เท้าเหมือนคนแก่ ส่ายหน้าไปมา เสร็จแล้วก็จะทำท่าเหมือนเสือ (คงสักเสือเผ่น เป็นลำดับสอง) ท่าเดิน ท่าเยื้องย่าง กิริยาท่าทาง เหมือนเสือไม่มีผิด บางคนก็จะกระทืบเท้า ดังมาก แรงมาก จนพื้นซีเมนต์สะเทือน

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าตัวเล็กๆ แค่นั้น จะกระทืบจนพื้นสะเทือนได้ แล้วก็ทำท่านารายณ์กำลังเงื้อธนูจะแผลงศร (เค้าว่ากันว่า หากทำท่าชี้ธนูมาทางใคร คนนั้นต้องรีบหลบ ไม่งั้นจะโดนยิงเข้าจริงๆ ซึ่งฉันก็ไม่เคยต้องวิ่งหลบ เพราะวิ่งออกมายืนดูอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ กลัว)

 แต่ที่อันตรายที่สุด เห็นจะเป็นคนที่สักปลาไหล หรือจระเข้ ถ้าหากว่าอยู่ริมน้ำ เพราะเค้าจะวิ่งลงน้ำไปทันที และอาจจะตายได้ ตอนแรกๆ ที่ฉันแอบเห็นก่อนที่เค้าจะคำราม หรือของขึ้น

เพื่อนอีกคนจะคอยนั่งดีดติ่งหูของเค้าเอาไว้ตลอด เพื่อให้รู้สึกตัว ไม่ให้หลับ เพราะการของขึ้นแต่ละครั้ง คนที่เป็น จะเหนื่อยมาก และบางครั้ง มันอันตราย แต่ฉันว่า สมัยนี้ โดยเฉพาะชาวกรุง ไม่สมควรจะสักหรอก

เพราะในเมืองมีแต่แฟลต มีแต่ตึก ซึ่งบางครั้ง มันหลีกเลี่ยงที่จะเดินใต้ตึกได้ลำบาก และบางครั้ง ฉันก็แอบคิดไปว่า บางคน อาจจะสักเพียงเพราะแค่อยากเข้ากลุ่มเพื่อน หรือคิดว่าเท่ห์ก็เป็นได้ ไม่เหมือนสมัยก่อน การสักยันต์ ถือเป็นพิธีการที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะมาทำกันเหมือนสมัยนี้
 
บางคน สักยันต์มากเกินไป แล้วไม่ปฏิบัติตัวให้อยู่ในควร แหกกฏตลอด ของขึ้นตลอด ก็อาจจะเป็นบ้าไปเลยก็ได้ คงเคยเห็นกันนะคะ 

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 31 Oct 2008 05:55 pm
เรื่อง: การสักยันต์
ตอบโดยอ้างข้อความ

การสักยันต์

การสักคือ การเอาเหล็กแหลมแทงลงด้วยวิธีการ หรือเพื่อ ประโยชน์ต่างๆ ใช้เหล็กแหลมจุ่มหมึกหรือน้ำมันว่านแทงที่ผิวหนัง ให้เป็นอักขระเครื่องหมายหรือลวดลาย ถ้าใช้หมึก เรียกว่า สักหมึก ถ้าใช้น้ำมัน เรียกว่า สักน้ำมัน การสักลวดลายหรือลายสักที่หน้าอกและแผ่นหลังตามสมัยนิยม ในขณะที่ผู้ชำนาญในการสักของท้องถิ่นแสดงความสามารถสืบทอดมาอย่างเต็มที่ผู้ทำหน้าที่สักมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส คนธรรมดา

การสักร่างกายด้วยหมึกก็อย่างที่เราทราบกันว่ามีมาช้านานแล้ว แต่ยังไม่มีใครสามารถที่จะมาพิสูจน์ได้ว่า เริ่มในสมัยใด แต่เมื่อพูดถึงการสักยันต์แบบไทยนั้น ได้แบ่งแยกออก เป็น ๕ ประเภท
๑. สักบอกสังกัด การสักเครื่องหมายที่ข้อมือมีมาแต่โบราณ ถ้าเป็นชายฉกรรจ์สักแสดงว่า ได้ขึ้นทะเบียนเป็นทหาร มีสังกัดกรมกอง อย่างที่เรียกกันว่า สักเลข ใครไม่มีรอยสักบนข้อมือ จะถูกเรียกว่า คนมือขาว หมายถึง ข้าไม่มีเจ้า บ่าวไม่มีนาย
๒. สักเพราะลงโทษ มีหลักฐานโบราณยืนยัน ถ้าสักที่ไหล่โทษ ไม่ร้ายแรงเท่ากับสักที่หน้า การสักที่หน้าไม่เพียงเป็นการประจาน รุนแรงตลอดชีวิต ยังห้ามขาดไปกระทั่งถึงการบวช
๓. สักเพื่อความสวยงาม เช่น เป็นรูปดอกไม้ หรือลวดลาย ต่างๆ หรือรูปสัตว์คนบางเผ่าถือว่าไม่สักไม่งาม เช่น ลาวโบราณ นิยมสักที่ขา ค่านิยมในหมู่หญิงลาวโบราณ ถึงขั้นเขียนเป็นกลอนว่า ถ้าไม่มีลายถึงโคนขา ไม่หวังเอานอนด้วย บางสำนวนรุนแรงยิ่งกว่า ห่มผ้าสิบผืนยี่สิบผืน ไม่อุ่นเท่าขาลายของพี่ขึ้นกาย
๔.สักเป็นเครื่องหมายเผ่าพันธุ์ พวกไทยอ้ายลาว มีประเพณี สักมังกร หรืองูที่ลำตัว ประชาชนลาวบางพวกนิยมสักที่พุง เรียกว่า ลาวพุงดำ ส่วนพวกที่ไม่สักเรียกกันว่าลาวพุงขาว
๕.การสักยันต์เพื่อให้คงกระพันชาตรี ในเร่ืองขุนช้างขุนแผน ตรีเพชรกล้า แม่ทัพพม่า สักยันต์ทั่วร่างกาย

การศึกษาค้นคว้าศิลปะชาวบ้านประเภทนี้ ควรจะได้รับ การศึกษาบันทึก เกี่ยวกับการออกแบบ กรรมวิธีและพิธีกรรม ศึกษา เปรียบเทียบแต่ละกลุ่มชน ศึกษาค่านิยมและความเปลี่ยนแปลง ศึกษาการสักที่สืบทอดมาแต่โบราณ

การสักมีรูปแบบที่แตกต่างกัน อยู่ ๒ รูปแบบคือ ลายสักที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ และลายสักที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ แต่ละรูปแบบจะมีวิวัฒนาการตามแบบอย่างเฉพาะ และแสดงให้เห็นรูปแบบของธรรมเนียมในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ในแต่ละแง่ แต่ละมุม

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเข้าพระทัยว่า ยันต์ต่างๆนั้น เริ่มต้นจากพวกที่นับถือพุทธศาสนานิกายตันตระ (แปลว่า ลัทธิฮินดูยุคหลัง ว่าด้วยพิธีกรรมเพื่อบูชา พระศิวะและศักติของพระองค์(ส่วนคำว่าศักติความหมาย คือชื่อ นิกายใหญ่นิกายหนึ่งใน 3 นิกายของศาสนาฮินดูคือนิกายไวษณพ-นิกายไศวะ-นิกายศักติ) ซึ่งยังมีผู้ที่นับถือกันตราบเท่าทุกวันนี้

ในประเทศธิเบตได้สั่งสอนกันแพร่หลายและต่อมาอารยธรรม(ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของศีลธรรมและกฎหมาย)ต่างๆ เหล่านี้ได้เข้าไปในประเทศพม่า แล้วก็แพร่เข้าสู่ไทย

ข้อน่าพิจารณา ก็คือ ยันต์ของนิกายตันตระมักเป็น กฤตยา (แปลว่า เวทมนตร์-เสน่ห์- อาถรรพณ์) เมื่ออาจารย์พุทธศาสนานิกายหินยาน จากลังกาเข้ามาสู่ ประเทศไทย ก็เปลี่ยนการสักยันต์ไปเป็นหัวใจพระธรรมตามคตินิยมหินยาน

สมัยนี้การสักยันต์เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี ยังมีอยู่บ้าง แต่ก็เหลือน้อยลงไปมาก หากเทียบกับสมัยท่านผู้นำ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคที่ถูกเรียกว่า มาลานำไทย รัฐบาลรณรงค์ให้ประชาชน สวมหมวก เลิกกินหมาก การสักยันต์ก็ถูกรังเกียจ ใครมีลายสักห้ามเข้ารับราชการ ถ้ามีมากเต็มตัวถือว่าเป็นนักเลง ดำเนินชีวิตลำบาก

แต่ในสมัยโบราณทหารที่ออกรบกู้ชาติบ้านเมืองมาได้ ต่างก็มี ของขลังไว้เพื่อป้องกันตัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องบูชา-ของอาถรรพณ์-วัตถุมงคลต่างๆ แต่ที่เห็นกันมากในสมัยนั้น ก็คือ การสักยันต์ลงบนผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้อยู่ยง คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดจากศัตรูที่คอยปองร้าย เพื่อออกรบกอบกู้ เอกราชของไทยไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดๆ ในโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

การสักยันต์นั้นมีทั้งพระและฆราวาส ที่ทำการสักยันต์สมัยนี้ จะหาผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้า และมีวิชาอาคมจริงๆ นั้นมีน้อยมาก แต่ยังมีพวกเหล่ามิจฉาชีพมาแอบอ้างว่า ตนมีวิชาอาคมแก่กล้าสักให้ ศิษย์แล้วจะอยู่ยงคงกระพัน แต่กลับไม่มีวิชานั้นจริง กลายเป็นเพียง เพื่อต้องการให้มีรายได้เป็นอาชีพเท่านั้น ส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่เห็นๆ ก็มีไม่กี่คนที่มีวิชาอาคมทางด้านนี้ การเป็นศิษย์ใครและ จะนับถือใครเป็นอาจารย์ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเคารพ และศรัทธาในสิ่ง ที่ตนเองรับหรือเปล่า เพราะหากเรามีศรัทธาสิ่งเหล่านั้นก็จะส่งผล แต่หากไม่ศรัทธาที่สักไปมันก็เป็นแค่เพียงภาพๆ หนึ่งที่พระหรือ อาจารย์คนนี้สักให้

แต่ในปัจจุบัน อาจารย์ที่มีวิชาอาคมจริงในประเทศไทยเวลานี้มีเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่สำคัญต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองตัดสินว่าสักไปแล้วเกิดสิ่งใดที่เปลี่ยนไปในชีวิต ให้ดีขึ้นมากน้อยหรือไม่เพียงใดในเวลานี้

อาจารย์หนู กันภัย เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ในเรื่องของการสักยันต์ทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่จะมีใครรู้ บ้างไหมว่า ความเป็นมาของชีวิตอาจารย์เป็นอย่างไรและเคยฝ่าฟัน ผ่านอุปสรรคมาอย่างมากมาย จนกระทั่งมีลูกศิษย์ทั่วประเทศไทย ในเวลานี้ และต่อนี้ไป เราจะนำเอาชีวประวัติของ นายสมพงษ์ กันภัย หรือที่เราๆ ท่านๆ ต่างรู้จักกันในนามของ อาจารย์หนู กันภัย เจ้าของ ลายสักยันต์หนุมานชั้นพรหมตัว ๗-๘-๙-๑๐ ลายยันต์เสือเหลียวหลัง ลายยันต์ 5 แถวหนุนดวง และลายยันต์อื่นๆ อีกมากมายหลาย ร้อยลายสัก

amulet.in.th -> ตำนานต่างๆ