สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

amulet.in.th -> ธรรมะ คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 18 Dec 2008 05:25 pm
เรื่อง: สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ตอบโดยอ้างข้อความ

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เทวดาที่อยู่บนชั้นดาวดึงส์ มีอยู่ ๒ จำพวก คือ...

๑.ภุมมัฏฐเทวดา ได้แก่ พระอินทร์และเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ๓๒ องค์พร้อมทั้งบริวาร เทวอสุรา ๕ จำพวก ที่อยู่ใต้ภูเขาสิเนรุ ก็จัดอยู่ในประเภทภุมมัฏบเทวดาเหมือนกัน

๒.อากาสัฏฐเทวดา ได้แก่พวกเทวดาที่อยู่ในวิมานลอยไปกลางอากาศ ตั้งแต่เหนือพื้นดินยอดเขาสิเนรุ ตลอดไปจนจดขอบจักรวาล บางวิมานมีเทวดาอยู่ บางวิมานก็ว่าง ยังไม่มีเทวดาอยู่

ภูเขาสิเนรุเป็นภูเขาสูงสุดในจักรวาล ตั้งอยู่ท่ามกลาง หยั่งลงสู่ห้วงน้ำ และสูงขึ้นไปในอากาศ ส่วนละ ๘๔๐๐๐ โยชน์ ยอดเขามีสัณฐานกลม มีภูเขา ๗ เทือก ล้อมรอบเขาสิเนรุอยู่ คือ...

๑. ยุคันธร
๒. อิสินธร
๓. กรวิก
๔. สุทัสสนะ
๕ เนมินทร
๖. วินัตตถะ
๗. อัสสกรรณ...อันเป็นทิพย์...

ในสุทัสสนะนคร มีปราสาทเวชยันต์ อันเป็นที่อยู่ของท้าวสักกะ

ทิศตะวันออกของนคร มีสวนดอกไม้ ชื่อ "นันทวัน" ภายในสวนมีสระโบกขรณีอยู่ ๒ สระ ชื่อ มหานันทา และจุฬนันทา
ทิศตะวันตกของสุทัสสนะนครนี้ มีสวนดอกไม้ชื่อ "สวนจิตรลดา" มีสระโบกขรณีอยู่ ๒ สระ ชื่อว่า วิจิตรา และจูฬจิตรา
ทิศเหนือของสุทัสสนะนคร มีสวนดอกไม้ชื่อ "มิสสกวัน" มีสระโบกขรณีอยู่ ๒ สระ ชื่อว่า ธัมมา และสุธัมมา
ทิศใต้ มีสวนดอกไม้ชื่อ "ผารุสกวัน" มีสระโบกขรณีอยู่ ๒ สระ ชื่อว่า ภัททา และสุภัททา

บรรดาสวนทั้ง ๔ แห่งนี้ เป็นรมณียสถานสำหรับพักผ่อนรื่นเริงของเหล่าเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสุทัสสนะนครนี้ มีสวนดอกไม้ ๒ แห่ง ชื่อว่า"สวนปุณฑริกะ และสวนมหาวัน" ในสวนปุณฑริกะ มีต้นปาริฉัตร(ปาริชาติ)สูง ๑๐๐โยชน์ แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ออกไป ๕๐ โยชน์ เมื่อถึงคราวออกดอก ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปไกล ๑๐๐ โยชน์

ที่ใต้ต้นปาริฉัตร มีแท่นปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีแดงเหมือนดอกชบา ยุบลงได้ในเวลานั่ง และฟูขึ้นเป็นปกติได้ในเวลาลุกขึ้น หน้าแท่นศิลานี้ มีศาลาเป็นที่ประชุมธรรม ชื่อว่า "ศาลาสุธัมมา" มีเจดีย์มรกต ที่เรียกว่า"จุฬามณี" ภายในบรรจุ"พระเขี้ยวแก้วข้างขวาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระเกศา" ที่พระองค์ทรงตัดทิ้งไว้ในตอนเสด็จออกบรรพชา

สวนมหาวัน เป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบทของท้าวสักกะเทวราช มีสระโบกขรณี กว้าง ๔ โยชน์ ชื่อสุนันทา และมีวิมานรายรอบอยู่ ๑๐๐๐ วิมาน

ความเป็นอยู่ของเทวดาในชั้นดาวดึงส์ ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพย์สมบัติจากกุศลกรรมในอดีตภพ อารมณ์ที่ได้รับในชั้นดาวดึงส์ จึงล้วนแต่เป็นอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่ายินดี) เทวดาผู้ชาย มีความเป็นหนุ่มอยู่ในวัย ๒๐ ปี ส่วนเทวดาผู้หญิงมีความเป็นสาวอยู่ในวัย ๑๖ ปี เป็นนิตย์ เหมือนกันทุกองค์ มิได้มีความชรา ตาฝ้าฟาง ผมหงอก ฟันหัก หูตึง ผิวพรรณเหี่ยวย่น มีความสวยงามเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดไปจนตาย(ตายเพราะสิ้นกรรมจากความเป็นเทวดา)

ความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีแก่เทวดาในชั้นดาวดึงส์ เพราะบริโภคอาหารอันละเอียดสุขุม ชนิดที่เป็นสุธาโภชน์ ไม่มีอุจจาระ ปัสสาวะ เทวดาผู้หญิงไม่มีประจำเดือน และไม่ต้องมีครรภ์เหมือนมนุษย์ เว้นแต่เทวดาจำพวกภุมมัฏฐเทวดาบางองค์ที่ยังมีประจำเดือน และมีครรภ์อย่างมนุษย์ได้

ความเป็นอยู่ของเทวดาในเทวโลกนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์โลก มีการไปมาหาสู่เบียดเบียนกัน มีนักดนตรี นักร้อง และเทพบุตร เทพธิดา มีความรักใคร่ปรารถนาเป็นคู่ครองกัน หากขาดคู่ครองกันแล้ว ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของตน ไม่เบิกบานรื่นรมณ์เหมือนเทวดาที่มีคู่ครอง เทวดาในดาวดึงส์ทั้งหลายต่างชวนกันไปแสวงหาความสุขสำราญในสวนทั้ง ๔ แห่งพร้อมด้วยบริวาร

สมบัติของเทวดาเหล่านั้น มีความยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งบริวาร วิมาน และอิฏฐารมณ์ต่างๆ สุดแต่กุศลกรรมที่ตนได้กระทำไว้ ดังบาลีในมหาวรรค อรรถกถา แสดงว่า...

"ยา สา สพฺพเทวตานํ วตฺถาลงฺการวิมานสรีรานํ ปภาทฺวาทสโยชนานิ ผราติ, มหาปุญญฺานํ ปน สรีปปฺภาโยชนสตํ ผรติ"

แปลความว่า "รัศมีที่ออกจากร่างกาย และอาภรณ์ภูษาที่เป็นเครื่องประดับของเทพบุตร เทพธิดา พร้อมทั้งวิมานอันเป็นที่อยู่ของตน บางองค์ก็มีรัศมีสว่างถึง ๑๐๐ โยชน์" (รัศมีที่มีความสว่าง หรือรัศมีน้อย หรือรัศมีหม่นหมอง หรือวิมานของเทวดาก็มีความอลังการไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับกุศลกรรมที่ตนได้กระทำไว้ในภพก่อน)

amulet.in.th -> ธรรมะ คำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า