สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

ตำนานผีปอบ

amulet.in.th -> ผี เรื่องผีๆ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 09 Jun 2008 03:46 pm
เรื่อง: ตำนานผีปอบ
ตอบโดยอ้างข้อความ

"ผีปอบ" มีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่มีวิชาไสยศาสตร์หรือมนต์ดำจนแก่กล้า สามารถใช้อำนาจอันเข้มขลังจากเวทมนตร์คาถาไปกระทำร้ายหรือทำลายชีวิตผู้อื่นได้ เช่น ทำ เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอยเสกหนังควาย เสกตะปูเข้าท้อง หรือใช้มนตราบังคับวิญญาณภูตผีไปเข้าสิง

วิชาไสยศาสตร์เหล่านี้มีข้อห้ามข้อปฏิบัติกำกับอยู่ด้วย ผู้ที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ซึ่งพระ พุทธเจ้าทรงระบุว่า เป็นเดียรฉานวิชาจะต้องระวังไม่ให้ละเมิดข้อห้ามข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด หากกระทำผิดข้อห้าม ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า "คะลำ" ก็จะเกิดโทษหนักในข้อ "ผิดครู" วิญญาณบรมครูจะลงโทษให้กลายเป็นปอบ

หรืออีกประการหนึ่งของผู้ที่กลายเป็นปอบก็คือ เล่นคาถาอาคมอย่างคลั่งไคล้ และใช้ความขลังแห่งวิชามนต์ดำไปทำลายทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรมกระทำชั่วเป็นอาจิณกรรม กระทั่งถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์ย้อนกลับมาเข้าตัวเองกลายเป็นปอบไปในที่สุด

"ผีปอบ" ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น "ปอบ ธรรมดา" หมายถึงคนที่มีปอบสิงอยู่ในร่าง (คือตนเองเป็นปอบ ) เมื่อคนประเภทนี้ตายไป ปอบที่สิงสู่อยู่ก็จะ ตายตามไปด้วย

"ปอบเชื้อ" หมายถึงครอบครัวใดพ่อแม่เป็นปอบเมื่อพ่อแม่ตายไปลูก หลานก็จะสืบทอดให้เป็นปอบต่อไป อีกประการหนึ่งเป็นกรรมพันธุ์ไม่ว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม เรียกว่าเป็นปอบต่อเนื่องกันไปไม่รู้จบ

"ปอบแลกหน้า" หมายถึง ปอบเจ้าเล่ห์ถนัดเอาความผิดไปโยนให้ผู้อื่น กล่าวคือเวลาไปเข้าสิงใคร เมื่อถูกสอบถามว่ามีผู้ใดเลี้ยงหรือบังคับ ปอบจะไม่บอกความจริง หากแต่จะไปกล่าวโทษว่าเป็นคนนั้นคนนี้โดยที่ผู้ถูกระบุชื่อไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

" ปอบกักกึก " (กึก ภาษาอีสานแปลว่า "ใบ้") หมายถึงปอบที่ไม่ยอมพูดอะไรเวลามีคนถาม จนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมอผีมาขับไล่ จึงจะยอมเปิดปากพูดว่าตนเป็นปอบของใครมีใครใช้ให้มาเข้าสิง

ผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า "ปอบเข้า" จะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนแสดงกิริยาอาการดุร้าย บางคนจะนอนซมซึมคล้ายกับป่วยไข้อย่างหนัก บางคนจะร่ำไห้รำพันไปต่างๆ นาๆ แต่ไม่ว่าจะมีทีท่าอาการอย่างไร ผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงจะเรียกร้องให้นำอาหารสุกๆ ดิบๆ จำพวกหมูตับไก่ต้มมากินเหมือนๆ กัน เวลากินก็แสดงความตะกละมูมมามและกินได้จุผิดปกติ

เมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนป่วยถูกปอบเข้าสิง เขาก็จะไปตามหมอผีให้มาไล่ปอบ การไล่ปอบให้ออกจากร่างมีหลายวิธีตามแนวทางที่หมอผีได้ร่ำเรียนมา บางคนจะเอาพริกแห้งมาเผาให้ควันรมคนป่วยจนสำลักควันน้ำตาไหลพราก

ครั้นปอบออกจากร่างแล้ว หมอผีจะข่มขู่สอบถามว่าผีปอบเป็นใครมาจากไหน เมื่อปอบรับสารภาพหมอผีก็จะปล่อยไป คนป่วยได้สติหายเป็นปกตินัยน์ตาที่แดงก่ำเนื่องจากถูกควันพริกเผารมจะหายไปทันที แต่เจ้าของปอบกลับมีอาการนัยน์ตาแดงก่ำด้วยสายเลือดจนต้องหลบหน้าอยู่แต่ในห้องไม่กล้าให้ใครพบหน้า

อีกวิธีหนึ่ง ที่หมอผีทั่วไปนิยมใช้ไล่ผี คือใช้หวายเฆี่ยนไล่ปอบซึ่งก็เท่ากับเฆี่ยนคนป่วยนั่นแหละ
หากปอบกล้าแข็งหมอผีจะเฆี่ยนหนักๆ กระทั่งเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงเขียวช้ำด้วยรอยหวาย เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไปร้อยหวายก็จะจางหายไปทันที แต่วิธีไล่ผีปอบแบบนี้เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวมาแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกปอบเข้าสิงหากป่วยเป็นโรคประสาท ญาติคิดว่าปอบเข้าจึงไปตามหมอผีมาไล่ หมอผีจัดการเฆี่ยนคนป่วยด้วยหวายได้รับบาดเจ็บบอบช้ำจนหลายครั้งหลายหน โดยคิดว่าปอบฮึดสู้ไม่ยอมแพ้ ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิตร้อนถึงตำรวจต้องมาจัดการกับหมอผีและญาติตามกฎหมาย และหมอผีคงคิดคุกติดตะรางไปตามระเบียบ

อีกวิธีหนึ่งหมอผีจะนำสัตว์น่าเกลียดน่ากลัวบางชนิด มาข่มขู่ให้ปอบกลัว เช่น คางคก ตุ๊กแกหรืองู ในกรณีนี้ คนที่ถูกปอบเข้าสิงมักจะเป็นผู้หญิงหรือตัวปอบเป็นหญิง แม้จะเป็นผีปอบ (เธอ) ก็ยังขยะแขยงสัตว์ประเภทนี้ และมักจะยอมออกจากร่างที่เข้าสิงง่าย ๆ

ผีปอบที่แก่กล้าเวลาเข้าสิงใครจะออกยาก กล่าวกันว่าใครที่ผีปอบประเภทนี้เข้าสิงมักจะถูกปอบสิงจนตาย เมื่อหมอผีดำเนินการไล่ผีปอบจากร่างที่ถูกปอบสิงมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ จะปรากฏเป็นก้อนกลมอยู่ใต้ผิวหนังปูดนูนขึ้นมา เวลาหมอผีจี้ก้อนกลมๆ นี้ด้วยไพลเสก มันจะเลื่อนหนีได้ และเมื่อก้อนกลมๆ นี้หายไป หมอผีที่มีวิชาอาคมยังไม่เก่งนักมักคิดว่าปอบออกไปแล้ว แต่ที่จริงปอบมันจะเลื่อนหนีไปซ่อนตามซอกขาหนีบหรืออวัยวะเพศ ทำให้หาไม่พบ

สำหรับหมอผีรุ่นครูจะจู่โจมเข้ามัดข้อมือข้อเท้าและรอบคอด้วยด้ายสายสิญจน์ เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจากร่าง จากนั้นก็จะใช้ไพลเสกจี้ลงไปที่ก้อนกลมๆใต้ผิวหนัง เรียกว่าก้อนกลมนี้หนีไปที่ใดก็จะตามจี้ไม่ยอมปล่อย เวลาที่ถูกไพลเสกจี้ทางอีสานเรียกว่า “แทง” ปอบจะเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส (คนที่ถูกปอบสิงจะร้องโอดครวญดังลั่น) หมอผีจะขู่บังคับให้บอกว่าเป็นใคร ซึ่งปอบมักจะยอมสารภาพโดยดี หลังจากทรมานปอบให้หวาดกลัวเข็ดหลาบแล้ว หมอผีจึงจะแก้มัดด้ายสายสิญจน์ปล่อยให้ปอบออกไป

หมอผีบางรายมีวิธีไล่ปอบชนิดดุเดือด ให้คนเป็นปอบอับอายขายหน้าเป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไป โดยหมอผีจะไปหาหม้อดินของแม่ม่ายที่มีเขม่าควันไฟจับหนามา แล้วเอาหม้อดินครอบศีรษะคนถูกปอบสิง ใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟ คล้ายกับโกนผมให้หมดไปครึ่งศีรษะ จากนั้นปล่อยให้ปอบออกจากร่าง วิธีการไล่ปอบแบบนี้จะทำให้ผู้เป็นปอบหรือเลี้ยงปอบไว้ต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง หรือเวลาออกนอกห้องไปไหนมาไหนต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา เนื่องจากเส้นผมแหว่งหายไปครึ่งศีรษะ

เรื่องของปอบนี้จะลงความเห็นว่าเกิดจากความ “ความเชื่อ” หรือความงมงายไร้สาระเอาเสียเลยก็คงไม่ได้ เพราะเรื่องราวประหลาดเกี่ยวกับผีปอบยังเคยปรากฏกับพระอริยสงฆ์ เช่น หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาแล้ว

กล่าวคือ มีหมอผีไสยเวทย์ชาวเวียงจันน์คนหนึ่งมาที่วัดสะแก มานมัสการหลวงปู่ดู่ บอกท่านว่าตนมีวิชาดีเป็น วิชาบิดไส้บังฟัน ต้องการมอบวิชานี้ให้แก่ท่านเป็นการเฉพาะ เพราะเห็นว่าไม่มีใครรับถ่ายทอดวิชาเหล่านี้ได้ แล้วก็มอบคัมภีร์โบราณให้ผูกหนึ่ง หลวงปู่ดู่เห็นว่าเป็นวิชาแปลกๆ ก็รับไว้โดยเสียค่าครูให้หนึ่งสลึงเป็นธรรมเนียม

ได้คัมภีร์นั้นมาแล้วหลวงปู่ดู่ก็ไม่ได้เปิดดูหรือให้ความสนใจเป็นพิเศษท่านนำไปวางไว้ที่โต๊ะหมู่บูชา และก็ลืมๆ ไป ส่วนหมอผีไสยเวทย์ชาวลาวยังไม่กลับไปทันที หากขอนอนพักค้างคืนที่วัดสะแกต่อ 2-3 วัน ซึ่งหลวงปู่ก็อนุญาต

คืนนั้น…หลวงปู่ดู่เกิดฝันประหลาด ฝันว่าท่านออกไปหากินคล้ายๆ กับเป็นปอบ และไปกินควายชาวบ้าน ซึ่งอยู่ในตำบลใกล้เคียง เช้าวันรุ่งขึ้นท่านก็ยังไม่ฉุกคิดอะไร กระทั่งล่วงเข้าคืนที่สอง ขณะที่หลวงปู่ดู่นอนหลับ ท่านก็ฝันในลักษณะเดียวกันอีก คือออกไปกินไส้ควายของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้ๆ

เช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้มีเรื่อง มีชาวบ้านมาหาหลวงปู่ดู่ เล่าถวายรายงานต่อท่านว่า เมื่อคืนนี้ควายของเขาตายอย่างกะทันหันโดยหาสาเหตุไม่พบ อีกทั้งลักษณะการตายมีสภาพน่ากลัวหลายอย่าง หลวงปู่ดู่สอบถามว่าตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยที่ใด ชาวบ้านก็กราบเรียนให้ท่านทราบ

คราวนี้หลวงปู่ดู่ถึงกับสะดุ้ง เพราะที่อยู่ของชาวบ้านคนนั้นตรงกันกับบ้านที่ท่านฝันว่าไปกินไส้ควายมานั่นเอง หลวงปู่ดู่ก็คิดว่า…ลาวไสยเวทย์คนนี้เห็นทีจะเอาวิชาชั่วร้ายมามอบให้ท่านเป็นแน่ ถึงได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น หากท่านเกิดฝันไปกินคนเข้าอาจทำให้ใครต่อใครตายได้
และวิชาที่ท่านรับมาเห็นทีจะเป็นวิชาปอบเสียละกระมัง ดังนั้นหลวงปู่ดู่จึงได้นำคัมภีร์ตำราเอามาเผาไฟไหม้เป็นจุลไป

ลาวหมอผีรู้ว่าหลวงปู่ดู่เผาวิชาตำราของตนทิ้ง ก็แสดงท่าโกรธเคืองไม่ใช่น้อย ตอนออกจากวัดกลับไปถิ่นเดิมจึงไม่ยอมมาบอกกล่าวกราบลาแม้แต่คำเดียว และนับแต่นั้นก็ไม่หวนกลับมาที่วัดสะแกอีกเลย

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า อิทธิฤทธิ์ของไสยเวทย์มนต์ดำนั้นมีจริง มีความเข้มขลังแสดงผลให้ประจักษ์ได้จริงๆ แต่เป็นแนวทางวิชาทางเลวร้าย เพราะมีเจตนาเพื่อเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเดือนร้อน หรืออาจถึงขั้นทำอันตรายจนถึงแก่ชีวิต

พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ กล่าวถึงวิชาไสยศาสตร์เหล่านี้ว่า…
" พวกที่เรียนของเหล่านี้ เขาปรารถนาอเวจีเป็นที่พึ่งทั้งนั้น "

amulet.in.th -> ผี เรื่องผีๆ