น้ำมนต์...น้ำศักดิ์สิทธิ์
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 02 Feb 2009 03:32 pm
เรื่อง: น้ำมนต์...น้ำศักดิ์สิทธิ์
ตอบโดยอ้างข้อความ

น้ำมนต์ คือน้ำที่ผ่านพิธีน้ำมนต์มาแล้ว น้ำที่เสกเพื่ออาบ กิน หรือประพรม เป็นต้น ใช้ว่าน้ำมนตร์ ก็มี

น้ำมนต์ ปกติจะสำเร็จด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ในงานพิธีมงคลต่างๆ หรือการเสกของพระภิกษุหรือคฤหัสถ์ผู้ทรงวิทยาคุณ กล่าวคือผ่านการทำสมาธิที่แน่วแน่และพระปริตที่เป็นมนต์ทางศาสนามาแล้ว

น้ำมนต์ นิยมนำมาอาบ ดื่ม หรือประพรมที่ศีรษะ ภายในบ้าน บริเวณบ้าน ป้ายร้านค้า เป็นต้น โดยนับถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นน้ำสิริมงคล นำความสวัสดีมีโชคมาให้ ตลอดถึงกำจัดปัดเป่าอัปมงคล อันตราย ภัยพิบัติต่างๆ ได้

กล่าวสำหรับน้ำมนต์ ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามว่า "น้ำเสกเพื่ออาบเป็นมงคล" พจนานุกรมฉบับมติชน ว่า น้ำมนต์, น้ำมนต์ คือ "น้ำที่เชื่อว่าเป็นมงคลที่ได้จากการสวดหรือเสก ใช้อาบกินหรือประพรมเพื่อเป็นสิริมงคล"

อย่างไรก็ตาม น้ำมนต์โดยทั่วไป มีการใช้อยู่ 3 ประเภท คือ
1. ใช้เพื่อเป็นมงคล
2. ใช้เพื่อรักษาโรค
3. ใช้ระงับทุกข์ภัย

ใช้เพื่อเป็นมงคล ใช้ในการทำบุญทางศาสนา ที่เรียกว่า งานมงคล ปกติต้องจัดตั้งบาตรน้ำมนต์ หรือขันน้ำมนต์ ถ้าทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ตั้งบาตรทรายด้วย มีด้ายสายสิญจน์โยงจากองค์พระพุทธรูปที่ตั้งเป็นประธานในพิธี วงมาที่บาตรน้ำมนต์ พระสงฆ์ในพิธีทั้งหมดถือด้ายสายสิญจน์ขณะเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ผู้เป็นสังฆเถระ จะหยดเทียนและดับเทียน เมื่อถึงบทมนต์ที่กำหนดรู้ไว้ เสร็จพิธีนั้นแล้ว พระสงฆ์เถระจะประพรมน้ำมนต์ให้แก่เจ้าของงานและผู้มาร่วมงาน

ใช้เพื่อรักษาโรค โบราณนิยมทำเป็นประจำโดยเที่ยวไปนมัสการตักน้ำมนต์ในโบสถ์ตามวัดต่างๆ นิยมว่า 7 วัด เอามารวมกันในหม้อน้ำมนต์ที่บ้านตั้งไว้หน้าที่บูชาพระ ใครเจ็บไข้ไม่สบายขึ้นมาก็ไปกราบขอน้ำมนต์กิน โดยมากมักหายคนจึงนิยม และนิยมใช้น้ำมนต์รักษากันสารพัดโรค

ใช้เพื่อระงับทุกข์ ในธัมมปทัฏฐกถา ภาค 7 ปกิณกวรรค เรื่องอตโนบุพกรรม ท่านเล่าว่า เกิดภัยใหญ่ 3 ประการขึ้นในกรุงไพสาลี แคว้นวัชชี คือ 1. ทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง 2. อมนุสสภัย อมนุษย์ให้โทษ 3. โรคภัย ภัยเกิดแต่โรคระบาด คนล้มตายมากทั่วเมือง

เจ้าลิจฉวีผู้ปกครองเมืองจัดการรักษาทุกทางก็ไม่ระงับ ในที่สุดเห็นทางแก้ไขอยู่ทางเดียวว่า พุทธานุภาพเท่านั้นจะช่วยได้ จึงส่งคณะเจ้าลิจฉวีไปทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์ ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระพุทธองค์รับจะเสด็จกรุงไพสาลี โดยเสด็จทางเรือตามแม่น้ำคงคา พอพระพุทธองค์ย่างเข้าเขตแคว้นวัชชีฝนตกใหญ่ น้ำนอง พอฝนหาย เมืองสะอาด พอเสด็จถึงกรุงไพสาลี โปรดให้พระอานนท์รับเรียนรัตนสูตรให้เจ้าลิจฉวีถือบาตรน้ำมนต์พระอานนท์บริกรรมรัตนปริต ประพรมน้ำมนต์ทั่วบริเวณกรุงไพสาลี ในกำแพงเมืองทั้งสามชั้น รอบแล้วกลับมาเฝ้าพระพุทธองค์ ภัยทั้ง 3 ระงับทันที ประชาชนกลับเป็นปกติสุขตามเดิม

ในสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงน้ำมนต์ว่า "น้ำมนต์นี้ ถ้าเสกด้วยพระพุทธมนต์ เรียกว่า น้ำพระพุทธมนต์ นิยมว่า ต้องพระเสก ถ้าเสกด้วยโองการตามลัทธิไสยศาสตร์ เรียกว่า เทพมนต์ หรือทิพย์มนต์อย่างที่พวกพราหมณ์ทำอยู่ที่โบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ น้ำมนต์นี้ เชื่อกันว่าสามารถระงับทุกข์ระงับภัยได้จริงๆ แต่จะแก้อะไร ก็มีคาถาสำหรับบริกรรม หรือเสกเฉพาะๆ เช่น แก้เสนียดจัญไร ก็มีคาถาสำหรับเสกเฉพาะ แก้เสนียดจัญไร แก้ปวดศีรษะ แก้โรคตาแดง ก็มีคาถาเฉพาะสำหรับแก้โรคนั้นๆ เป็นทุกข์ใจเพราะอะไร ก็มีคาถาบริกรรมเฉพาะ ทั้งนี้ก็เป็นอุปเท่ห์ของอาจารย์ผู้ทำน้ำมนต์ ต้องใช้น้ำสะอาดบริสุทธิ์ ใส่ภาชนะเฉพาะ เช่น ขันที่ทำเฉพาะ เรียกว่า หม้อบ้าง ครอบบ้าง กลศบ้าง ตามที่มี แต่ใช้บาตรดีที่สุด ในน้ำมนต์ ควรมีใบเงิน ใบทอง ใบส้มป่อย ผิวมะกรูด เวลาจะรด ควรมีใบมะตูมทัดหู แต่ทั้งนี้ ก็แล้วแต่อาจารย์ผู้รดจะทำให้ อย่างไรก็ต้องทำตามอาจารย์

น้ำมนต์นี้ที่จะขลังอาศัยเหตุประกอบ 3 ประการ คือ
1. พระอาจารย์ผู้ทำ ต้องใจบริสุทธิ์ มีสมาธิเป็นอัปนาแนบแน่น มีวสีชำนาญการบริกรรม
2. ผู้รด ต้องมีความเชื่อมั่นไม่ลังเลสงสัย มั่นใจ
3. โรค หรือภัยนั้น อยู่ในวิสัยที่น้ำมนต์จะรักษาได้

เมื่อเหตุ 3 ประการนี้ ประกอบพร้อมเป็นอันเดียวกัน ย่อมสำเร็จตามความประสงค์