สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา

amulet.in.th -> เล่าสู่กันฟัง
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 04 Feb 2009 04:12 pm
เรื่อง: พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา (พระสุพรรณเทวี)

พระสุพรรณกัลยา ทรงเป็นพระธิดาใน สมเด็จพระมหาธรรมราชา และ พระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นพระพี่นางของ สมเด็จพระนเรศวร มหาราช และสมเด็จ พระเอกาทศรถ สมภพเมื่อวันเสาร์ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๐๙๕ ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก (บริเวณ ที่ตั้ง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ในปัจจุบัน) พระองค์เป็น วีรสตรี ผู้กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์ ยอม พลัดพรากจากแผ่นดินไทย ไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี เพื่อแลกกับ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระ เอกาทศรถ ต่อมาได้ทรงสิ้นพระชนม์ชีพในแผ่นดินพม่าอย่างไร้พิธีอันสมระยศ ความ เสียสละอันใหญ่หลวง ของพระองค์ในครั้งนั้น เป็นผลทำให้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกลับมากอบกู้ เอกราชของชาติไทยได้สำเร็จ
 
1พระสุพรรณกัลยา
1.1พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา (พระสุพรรณเทวี)
1.2สถานที่สักการะบูชาพระสุพรรณกัลยา
1.3คาถาบูชาพระสุพรรณกัลยา
 
พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา (พระสุพรรณเทวี)

พระสุพรรณเทวีในหนังสือบางเล่มเรียก พระสุพรรณกัลยาณี ล้วนเป็นพระนามของพระองค์เดียวกัน ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ ประสูติแต่พระวิสุทธิกษัตรีย์พระอัครมเหสีสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ผู้ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระอนุชาเอกาทศรถ ประมาณว่าจะทรงมีชันษาแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวรสัก 3 ปี คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นเสด็จสมภพ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.2098 พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีประมาณว่าเสด็จสมภพเมื่อวันเสาร์ ปีมะเส็ง พุทธศักราช 2095 ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก (บริเวณที่ตั้ง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ในปัจจุบัน) เป็นระยะเวลา1 ปี ก่อนที่บุเรงนองจะได้กระทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ.2096

สมเด็จพระมหาธรรมราชาหรืออีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่1 เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.2058 พระราชบิดาเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย พระราชมารดาเป็นพระญาติฝ่ายพระราชชนนี สมเด็จพระไชยราชาธิราช แห่งราชวงศ์สุวรรณภูมิ พระองค์ทรงรับราชการเป็นที่ขุนพิเรนทรเทพเจ้ากรมตำรวจรักษาพระองค์ หลังจากที่เหตุการณ์วุ่นวายในราชสำนักยุติลง และพระเฑียรราชาได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เมื่อปี พ.ศ.2091 แล้วขุนพิเรนทรเทพ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชา แล้วได้รับโปรดเกล้าให้ไปครองเมืองพิษณุโลก สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ มีศักดิ์เทียบเท่าพระมหาอุปราช ได้รับพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรี พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เป็นพระอัครมเหสี ต่อมามีพระราชโอรสและพระราชธิดาสามพระองค์คือ

พระสุพรรณเทวี หรือพระสุพรรณกัลยา ซึ่งต่อมาสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้ถวายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อปี พ.ศ.2112 เมื่อพระชนมพรรษาได้ 17 พรรษา เพื่อขอสมเด็จพระนเรศวรมาช่วยงานของพระองค์

องค์ที่สองคือ พระองค์ดำ หรือสมเด็จพระนเรศวร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.2098 พระเจ้าบุเรงนองได้ขอไปอยู่ที่กรุงหงสาวดี ตั้งแต่พระชนมายุได้ 9 พรรษา เมื่อพระชนมายุได้ 15 พรรษา สมเด็จพระมหาธรรมราชา ฯ ได้ขอตัวมาช่วยงานของพระองค์ และทรงตั้งให้เป็นพระมหาอุปราช ไปครองเมืองพิษณุโลก ดูแลหัวเมืองเหนือทั้งปวง

องค์ที่สามคือ พระองค์ขาว หรือพระเอกาทศรถ ประสูติเมื่อประมาณปี พ.ศ.2100

ในปี พ.ศ.2106 เกิดสงครามช้างเผือกกับพม่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ป้องกันเมืองพิษณุโลกเป็สามารถ ทางกรุงศรีอยุธยาส่งกำลังไปช่วยไม่ทัน พม่าล้อมเมืองพิษณุโลกไว้จนเสบียงอาหารในเมืองขาดแคลน จึงได้ยอมอ่อนน้อมต่อพม่า พระเจ้าบุเรงนองจึงได้แต่งตั้งให้สมเด็จพระธรรมราชาเป็นพระศรีสรรเพชญ์ ครองเมือง พิษณุโลกดังเดิม แต่อยู่ในฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราชของพม่า กับขอสมเด็จพระนเรศวรไปอยู่ที่หงสาวดี

ในปี พ.ศ.2112 พระเจ้าบุเรงนองได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง โดยได้เกณฑ์หัวเมืองทางเหนือรวมทั้งเมืองพิษณุโลกมาร่วมสงครามด้วย ในวันศุกร์ขึ้นหกค่ำ เดือนสิบสอง ปีมะเส็ง พ.ศ.2112 พระเจ้าบุเรงนองได้อภิเษกให้สมเด็จพระมหาธรรมราชา ฯ ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา ในฐานะประเทศราช ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1 บางแห่งเรียก พระสุธรรมราชา เป็นต้นราชวงศ์สุโขทัย

สมเด็จพระนเรศวรฯประทับอยู่ที่หงสาวดีได้ 6 พรรษา พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพมาตีไทยอีก ในปลายปี พ.ศ 2111 สาเหตุของสงครามครั้งนี้ เพราะพระเจ้าหงสาวดียังไม่ได้เมืองไทย สมดังความ ปรารถนาอย่างเด็ดขาด สมเด็จพระนเรศวรฯได้เสด็จตามมาในกองทัพหลวงของ พระเจ้าหงสาวดี ด้วย ขณะนั้นพระชนมพรรษาได้ 15 พรรษา กำลังทรงหนุ่มแน่นและการเสด็จตามกองทัพพม่าครั้งนี้ พระองค์ ได้รู้ ได้เห็นข้อคิดการจัดกองทัพ การเคลื่อนย้ายการส่งกำลัง บำรุงตลอดทั้งการรบในบางพื้นที่ ศึกครั้งนี้พระเจ้าหงสาวดีได้กำหนดให้พระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรฯ จัดกองทัพจากเมืองพิษณุโลกมาร่วมด้วย โดยให้ไปสมทบ กับกองทัพพระมหาอุปราชาทำหน้าที่กองเสบียง พาหนะ ในพงศาวดารไม่ได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จ พระนเรศวรฯ กับพระราชบิดาได้พบปะ หรือสนับสนุนการรบให้กับพระเจ้าหงสาวดีหรือไม่ พระเจ้าหงสาวดีพยายามทุก วิถีทางที่จะทำลายกำแพงเมืองให้ได้ แต่ทหารของสมเด็จพระเจ้า จักรพรรดิที่รักษากำแพงเมืองอยู่ได้ พยายามต่อสู้ อย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งพระเจ้าหงสาวดี หมดปัญญาที่จะต่อสู้ จึงหาอุบายโดยใช้ไส้ศึกซึ่งเป็นคนไทย กองทัพพม่าล้อมกรุงอยู่ได้ 9 เดือนลุวันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ.2112 ไทยก็เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่ข้าศึก ฝ่ายพม่าได้ ยึดเอาทรัพย์สมบัติ จับเอาตัวชาวเมืองทั้งหญิงทั้งชายไปเป็นเชลย ตลอดจนสมเด็จพระมหินทร์ฯ และขุนนางทั้งปวง ก็ให้นำตัวไปด้วย เหลือขุนนางและ พลเมืองไว้รักษา พระนครรวมกันหมื่นคน และให้กองทัพหงสาวดีจำนวนสามพันคนอยู่รักษาพระนคร ให้ทำพิธีปราบดาภิเษกพระมหา ธรรมราชาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระมหาธรรมราชาเสด็จ ขึ้นครองราชย์ แล้ว ทรงทูลขอพระนเรศวรฯ คืนจากพระเจ้าหงสาวดี เพื่อให้กลับมาช่วยราชการบ้านเมือง สถาปนาให้เป็น "พระนเรศวร" ตำแหน่งสมเด็จพระโอรสผู้เป็นมหาอุปราชเสด็จไปครองเมือง พิษณุโลก และถวายพระสุพรรณเทวีพระราชธิดาให้กับพระเจ้า หงสาวดีแทน

สมเด็จพระมหาธรรมราชา ฯ ครองกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราชของพม่าอยู่ถึง 15 ปี จนถึง พ.ศ. 2127 สมเด็จพระนเรศวร องค์รัชทายาทก็ได้ทรงประกาศอิสระภาพ

ในช่วงระยะเวลา10 ปี แรกในรัชสมัยของพระองค์ กัมพูชาได้ส่งกำลังมาโจมตีหัวเมืองทางตะวันออกและรุกเข้ามาถึงชานพระนคร แต่ฝ่ายไทยก็สามารถต่อสู้ขับไล่เขมรกลับไปได้ พระองค์ทรงเห็นเป็นโอกาสในการป้องกันพระนคร จึงได้บูรณะซ่อมแซมกำแพงและป้อมต่าง ๆ รอบพระนครให้แข็งแรงขึ้น กล่าวคือ ในปี พ.ศ.2123 ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูพระนครทางด้านทิศตะวันออก หรือคูขี่อหน้า ซึ่งแต่เดิมแคบข้าศึกสามารถเข้ามาสู่พระนครได้สะดวกกว่าด้านอื่น โปรดเกล้า ฯ ให้รื้อกำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก แล้วสร้างให้ไปจรดริมฝั่งแม่น้ำเช่นเดียวกับด้านอื่น ๆ ทรงสร้างป้อมมหาชัยตรงบริเวณที่แม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก ไหลมาบรรจบกัน และสร้างพระราชวังจันทร์เกษม (วังหน้า) สำหรับใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวร ไว้คอยสกัดกั้นทัพข้าศึกที่เข้าโจมตีพระนครทางด้านทิศตะวันออก

เมื่อเกิดศึกหงสาวดี ชื่อ “สงครามช้างเผือก” ในปี พ.ศ.2106 ทั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ ณ เมืองพิษณุโลก และต่อมาอีก ทั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาราชธานีของสยามประเทศ ก็ไม่อาจต้านทานกำลังมากมายมหาศาลของกองทัพพม่าได้ จึงยอมจำนนและยอมเสีย สินไหมให้พม่าตามแต่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจะเรียกร้องเอา ต้องเสียช้างเผือก 4 เชือก และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมาก แล้วพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยังขอพระองค์ชายดำ คือ สมเด็จพระนเรศวร ไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย ซึ่งแท้ที่จริง คือ เอาไปเป็นตัวประกัน ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็จำเป็นต้องยอมถวายให้ เป็นอันว่า สมเด็จพระนเรศวรจำต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน และต้องจากพระชนกชนนีไปตั้งแต่ พ.ศ.2107 ขณะเมื่อพระชันษาเพิ่ง 9 ขวบ

ต่อมาเมื่อสยามประเทศซึ่งมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้เสียอิสรภาพให้แก่พม่า เมื่อวันอาทิตย์ แรม 11 ค่ำ เดือน9 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2112นั้น พระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนองก็ได้พักอยู่ที่พระนครศรีอยุธยาจนตลอดฤดูฝน และได้โปรดให้ราชาภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระบรมชนกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินครองกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเส็ง พ.ศ.2112 ในฐานะประเทศราชของพม่า ในกาลครั้งนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ได้ถวายพระสุพรรณกัลยาณี พระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนอง ด้วย ส่วนพระมหินทราธิราชนั้นทรงประชวรอยู่ เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พม่าก็เชิญเสด็จไปกรุงหงสาวดีและได้สวรรคตในระหว่างทาง และในปี พ.ศ.2112 สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จนิวัติกรุงศรีอยุธยา ดังจะได้กล่าวต่อไป

ในปี พ.ศ.2114 สมเด็จพระบรมชนก พระมหาธรรมราชาธิราช ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้16 พรรษา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช คือ ทรงเป็นมกุฏราชกุมาร ตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงมอบให้ไปครองเมืองพิษณุโลก ทรงมีอำนาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง ต่อจากนั้น สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงออกทำสงครามกับศัตรูผู้รุกรานตลอดมา เรียกว่าจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

ต่อมาเมื่อเดือน12 ปี พ.ศ.2124 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็สวรรคต มังไชยสิงหราช พระราชโอรสก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่า พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง และได้ทรงสถาปนามังกยอชวา พระราชโอรส เป็นพระมหาอุปราช

ครั้นถึงพ.ศ.2127 สมเด็จพระนเรศวร ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา ได้เสด็จยกกองทัพไปช่วยพม่าปราบขบถ ครั้นทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ไม่ซื่อต่อพระองค์ ต้องการจะกำจัดพระองค์ และได้วางกำลังที่จะทำร้ายพระองค์จึงได้ทรงตัดสัมพันธ์ไมตรีกับพม่า และทรงประกาศอิสรภาพ ไม่ขึ้นต่อพม่าอีกต่อไป ณ วันที่ 3 พฤษภาคม ปี พ.ศ.2127 นั้นเอง

ต่อมาอีก6 ปี คือ เมื่อปี พ.ศ.2133 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดาก็ได้สวรรคตลง สมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ “วังหน้า” องค์แรกของสยามประเทศก็ได้ทรงรับราชสมบัติสืบต่อมา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2133 ขณะเมื่อพระชนมายุได้ 35 พรรษา นับเป็นรัชกาลที่18 แห่งกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาในปี พ.ศ.2135 พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ภายหลังจากที่กองทัพพม่าทำสงครามแพ้กองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เกิดขัตติยมานะ และโปรดให้พระมหาอุปราชา พระราชโอรสเตรียมยกกองทัพใหญ่มารุกรานสยามประเทศเป็นการแก้ตัวอีก สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบการศึกดี จึงยกกองทัพไปตั้งรับที่ตำบลหนองสาหร่าย แขวงเมืองสุพรรณบุรี และได้พบกับพระมหาอุปราชาและได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกัน สมเด็จพระนเรศวรก็ได้ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่ง ซบสิ้นพระชนม์บนคอช้าง ส่วนพระอนุชาเอกาทศรถก็ทรงกระทำยุทธหัตถี และได้ทรงประหารแม่ทัพพม่าตายด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี ต่อจากที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชได้ถวายพระราชธิดาสุพรรณกัลยาณี ให้เป็นพระมเหสีแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เมื่อ พ.ศ.2112 นั้นแล้ว เรื่องราวของพระสุพรรณกัลยาณีก็ไม่ปรากฏพระประวัติแจ้งชัดอีก

จากหนังสือสมเด็จพระนเรศวร มหาวีรราชเจ้า รวบรวมและเรียบเรียง โดย เสทื้อน ศุภโสภณ ได้อ้างถึงเอกสารสำคัญ เล่าเรื่องการเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดีของสมเด็จพระนเรศวรมีความว่า ทั้งพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ“วัน วลิต” คำให้การของชาวกรุงเก่า และคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวไว้ตรงกันว่า ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดีนั้น พระองค์ได้ถูกกษัตริย์และบรรดาเจ้านายพม่าเหยียบหยามย่ำยีพระเกียรติยศ ซ้ำยังถูกข่มขู่จะเอาพระชนม์ชีพ เพราะพระองค์ทรงชำนาญในราชกรีฑาต่างๆ เช่น ทรงม้า ล่าสัตว์ ชนช้าง ฯลฯ เก่งกว่าพระเจ้าหงสาวดีเสียอีก เจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์ (สมเด็จพระนเรศวร) จึงทรงเจ็บช้ำในพระราชหฤทัย และได้ทรงดำริกับคนสนิทที่ติดตามไปอยู่รับใช้เนืองๆว่า

“เราจะมานั่งน้อยหน้าอยู่ในบ้านเมืองเขา ให้เขาดูหมิ่นอย่างนี้ ไม่สมควร จำจะคิดอุบายหนีไปให้จงได้”

แล้วพระองค์ก็ทรงรวบรวมไพร่พลได้จากบรรดาพรานป่าและโจรป่า รวมกับไพร่พลที่เป็นข้าหลวงเดิมของพระองค์ที่ติดตามไปถวายการรับใช้จากเมืองพิษณุโลก รวมได้ประมาณ 600 คนเศษ แล้วพากันหลบหนีออกมาในค่ำคืนวันหนึ่ง (พ.ศ.2113) ไปยังเมืองพิษณุโลก ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ก่อนเสด็จหนี ได้ทรงลอบติดต่อแจ้งให้พระพี่นาง พระสุพรรณกัลยาณี พระชายาพระเจ้าหงสาวดี ซึ่งทรงมีพระราชธิดาด้วยกันแล้ว ให้ทรงทราบ แต่พระพี่นางไม่สามารถเสด็จหนีตามมาด้วยได้

ต่อมาเรื่องราวพระประวัติของพระสุพรรณกัลยาณี ก็มีปรากฏในหนังสือศิลปะวัฒนธรรม (ฉบับพิเศษ) ชื่อ “สงครามประวัติศาสตร์” โดย พล.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ อดีตแม่ทัพภาค 3 ที่ปรึกษาประวัติศาสตร์กองทัพบก: จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน, พ.ศ. 2514 แสดงเรื่องราวพระประวัติไว้อย่างน่าสนใจว่า พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองนั้น ต่อมาได้ทรงยกพระสุพรรณกัลยาณีให้เป็นพระชายาพระเจ้านันทบุเรง พระราชโอรส แต่ไม่ได้ปรากฏว่ายกให้เมื่อใด และปรากฏตามเอกสารแหล่งข้อมูลต่างๆกันอีก ได้แก่ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” “คำให้การของชาวกรุงเก่า” และหนังสือ “สมเด็จพระนเรศวร มหาธีรราชเจ้า” โดย เสทื้อน ศุภโสภณ เป็นต้น ทำให้เห็นสันนิษฐานว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น ทรงมีพระธิดาองค์หนึ่ง พระโอรสองค์หนึ่ง และกำลังทรงครรภ์แก่อีกองค์หนึ่งกับพระเจ้าหงสาวดี

พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงนั้น เมื่อกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครั้นเมื่อได้โปรดให้พระมหาอุปราชา พระราชโอรส ยกกองทัพใหญ่ไปตีกรุงศรีอยุธยาเป็นการแก้มืออีก ก็ต้องมาพ่ายแพ้ต่อกองทัพไทย และพระมหาอุปราชา พระราชโอรสผู้เป็นแม่ทัพใหญ่นั้นเล่า ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวร ฟันด้วยพระแสงของ้าวสวรรคตบนคอช้างอีก ก็ทรงกริ้วแม่ทัพนายกองพม่าและเสียพระทัยมาก กลับมีพระทัยเหี้ยมโหดอย่างไร้มนุษยธรรม รับสั่งให้ลงโทษแม่ทัพนายกองอย่างทารุณโหดร้าย พล.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ได้เล่าในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ ว่า

“โดยส่วนตัวของพระเจ้านันทบุเรงมีความรักในพระพี่นางฯ เป็นอย่างมาก กิจการบริหารบ้านเมืองข้อใดที่ติดขัดแก้ไม่ได้ ก็ได้พระพี่นางสุพรรณกัลยาเป็นผู้คิดการให้จนสำเร็จลุล่วงทุกประการ แต่ศึกครั้งนี้ พระเจ้านันทบุเรงได้เสียพระราชโอรสให้กับพระหัตถ์ของสมเด็จพระนเรศวรฯน้องชายแท้ๆ ของพระชายา ซึ่งพระองค์ทรงมีความรักเป็นอย่างมาก พระเจ้านันทบุเรงทรงเสียพระทัยมาก เสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ เมื่อเมามากก็พาลพระสุพรรณกัลยาเป็นนิจและขู่อาฆาตอยู่เนืองๆ การนี้พระพี่นางเหมือนมีลางสังหรณ์กับตนเอง ได้เรียกร้ององค์จันทร์เข้ามา พระพี่นางทรงกันแสงร่ำไห้อยู่ตลอดเวลา จนพระองค์จันทร์ต้องปลอบให้หาย พี่คงจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปบ้านเมืองได้เห็นหน้าพี่น้องอีกแล้ว หากพี่เป็นอะไรไปให้จันทร์นำสิ่งนี้กลับอยุธยาไปให้องค์ดำน้องพี่ให้จงได้ ให้ไปถวายองค์ดำแทนพี่ เราพี่น้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน จะไม่มีวันได้พบหน้ากันแล้ว จันทร์ได้รับสิ่งนั้นมาจากมือของพระพี่นางแล้วเปิดออกดู พระพี่นางทรงตัดเส้นพระเกศาของพระองค์ใส่ผอบเครื่องหอมกำกับไว้ แล้วทั้งสองก็ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่พี่วางใจ และเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดที่นี่ให้พระองค์ดำฟังและเชื่อได้ เจ้าจงจำคำของพี่ไว้ ลางสังหรณ์ของพระพี่นางสุพรรณกัลยามาถึงในวันหนึ่ง พระเจ้านันทบุเรงเสวยน้ำจัณฑ์เมามายไม่ได้สติ สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น”

จาก “คำให้การขุนหลวงหาวัด” กับ “คำให้การของชาวกรุงเก่า” ได้เล่าว่า เมื่อแม่ทัพนายกองที่แตกพ่ายกองทัพไทย เข้ากราบบังคมทูลพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ถึงความที่พระมหาอุปราชาชนช้างเสียทีแก่สมเด็จพระนเรศวร สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระเจ้าหงสาวดีก็พิโรธหนัก รับสั่งให้เอาแม่ทัพนายกองที่ไปกับพระมหาอุปราชานั้นกับทั้งเจ็ดชั่วโคตรใส่คา คือ จับตรึงกับไม้ย่างไฟให้ตายสิ้นอย่างเหี้ยมโหด เท่านั้นยังไม่คลายพิโรธ เสด็จไปสู่ตำหนักพระสุพรรณกัลยาณี ทรงเห็นพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีกำลังประทมให้พระโอรสเสวยนมอยู่ในที่ ก็ตรงเข้าฟันและแทงด้วยพระแสงทั้งพระมารดาและพระราชโอรส – พระราชธิดา อย่างไร้สติ ถึงแก่พิราลัยด้วยกันทุกพระองค์ ด้วยว่าทรงพิโรธยิ่งนักมิทันที่จะผ่อนผันได้

“องค์จันทร์วิ่งเข้าไปช่วยพระพี่นางแต่ถูกทหารพม่าที่หวังดีกันไว้ หากเข้าไปช่วยอาจถูกฟันด้วยอีกคนก็เป็นได้ การสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยาทำให้พระเจ้านันทบุเรงเสียสติจนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้”

“เมื่อพระพี่นางสุพรรณกัลยาสิ้นพระชนม์แล้ว ทางหงสาวดีก็จัดพิธีศพอย่างสมเกียรติ และในขณะที่กำลังจัดการพระศพนั้น องค์จันทร์ก็คิดหนีจากหงสาวดีโดยมีทหารเชื้อชาติมอญผู้หนึ่ง ซึ่งหลงรักองค์จันทร์ช่วยพาหนีออกจากหงสาวดี ทางหงสาวดีได้ปิดเรื่องสิ้นพระชนม์ของพระพี่นางเป็นความลับมิให้ล่วงรู้ถึงกรุงศรีอยุธยาองค์จันทร์หนีมาพร้อมกับทหารมอญ โดยใช้ช่วงที่พม่ากำลังยุ่งอยู่กับงานพระศพ เมื่อเดินทางถึงพระนครก็ได้เฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และได้นำนายทหารมอญเฝ้าถวายรายงานความชอบก็ได้ทรงชุบเลี้ยง

เหมือนใจน้องจะขาด เหมือนชีวิตแม่จะล่วง ความเศร้าโศกในพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยายากที่จะเปรียบบรรยากาศได้ พระพี่นางของน้องเราต้องตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกัน เมื่อแผ่นดินกลบหน้าก็ยังได้ดูใจ พระวิสุทธิกษัตริย์แม่เจ้า เป็นลมล้มพับไปหลายครั้งหลายหน แม่ส่งลูกให้ไปตาย หัวอกของแม่ใครจะเห็น”

สมเด็จพระนเรศวรนั้นทรงพิโรธเป็นอย่างมาก จึงมีพระราชดำรัสให้เจ้าพระยาจักรีเร่งเกณฑ์ไพร่พลให้ได้มากที่สุด ตรัสว่า “กูจะยกไปตีหงสาวดี” แต่ติดอยู่ที่พระแม่เจ้าพระวิสุทธิกษัตริย์ที่ได้ทรงขอร้องให้เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวร ทำให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเห็นแก่พระมารดา แต่เพลิงแค้นอยู่ในอก ว่า ต้องลบรอยแค้นให้ได้

“หลังจากที่พระแม่เจ้าวิสุทธิกษัตริย์ได้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสุพรรณกัลยา ก็เจ็บกระเสาะกระแสะเรื่อยมา ไม่นานนักพระแม่เจ้าก็สวรรคตหลังจากข่าวร้ายผ่านไปไม่เกิน3 เดือน”สมเด็จพระนเรศวรเมื่อจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระแม่เจ้าแล้ว ก็สบโอกาสเหมาะที่จะยกกองทัพไปตีหงสาวดี ครั้งทรงยกกองทัพไปถึงก็ทรงผิดหวังอย่างมาก เมื่อพระเจ้าตองอูชิงเอาตัวนันทบุเรงไปไว้ ณ เมืองตองอูเสียแล้ว กองทัพไทยจึงได้เพียงเมืองหงสาวดี และในโอกาสนั้น ได้มีมอญผู้หนึ่งนำอัฐิธาตุของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณีมาถวาย ก็ทรงโศกยิ่งนัก แต่ก็เก็บไว้แต่เพียงในพระราชหฤทัย หาได้ให้ล่วงรู้ถึงทหารไม่ และได้ยกทัพล่วงไปถึงตองอู แต่เหล่าทหารอิดโรยมากจึงทรงเลิกทัพกลับพร้อมกับนำพระอัฐิธาตุของพระพี่นาง เสด็จนำกองทัพมาทางเมืองปาย ครั้นกองทัพพ้นชายแดนพม่ามาแล้ว ทรงให้พักรักษาตัวไพร่พลที่เมืองปาย

พล.ท.รวมศักดิ์ ได้เล่าไว้ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ อีกว่า “คืนนั้น พระองค์ทรงสุบินไปว่า พระพี่นางเสด็จมาหา ทั้งสองพระองค์ทรงกันแสงร่ำไห้ตรัสว่า องค์ดำเอ๋ยพี่เปรียบเสมือนคนสองแผ่นดิน ลูกพี่เป็นพม่า ตัวพี่เป็นไทยย่อมผูกพันกับแดนพม่าและไทย คือ เมืองปายนี้ วิญญาณของพี่จะได้เป็นสุขเสียที พี่ลำบากมามากแล้วชั่วชีวิตนี้ และขอฝากจันทร์ให้ดูแล องค์ดำทรงกันแสงร่ำไห้ตกใจตื่นบรรทมเมื่อยามใกล้รุ่ง หลังจากนั้นทรงใช้ม้าเร็วเร่งเดินทางกลับพระนคร ไปรับตัวท้าวจันทร์เทวีไปเมืองปายโดยด่วน และได้นำผอบเส้นเกศาของพระพี่นางไปด้วย สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสั่งให้สร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยาที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองปาย พร้อมทั้งสร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกองค์หนึ่ง เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระพี่นางสุพรรณกัลยาตามพระสุบินนิมิตทุกประการ และบรรจุเส้นพระเกศาของพระพี่นางไว้ในเจดีย์นั้นด้วย คุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ร่วมทำบุญกุศลด้วยทุกประการ สิ่งใดที่พระพี่นางเคยทำหรือทรงโปรดคุณท้าวจันทร์เทวีก็ได้ทำสิ่งนั้น พระพุทธรูปองค์นั้นปัจจุบันอยู่ที่วัดน้ำฮู อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ส่วนพระอัฐิพระเกศานั้นอยู่ในใต้พระเจดีย์องค์ปัจจุบันหลังวิหาร ครูบาศรีวิชัยสร้าง” สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์พึงจารึกไว้ ด้วยว่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีนั้น ขณะเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงหงสาวดี ในฐานะพระมเหสีพระเจ้ากรุงหงสาวดี ก็ยังได้มีโอกาสให้คำปรึกษาหารือและยังเป็นกำลังพระทัยแก่สมเด็จพระนเรศวร พระอนุชา ในยามเหตุการณ์คับขันก็ยังช่วยปกป้องยับยั้งภัยแก่พระอนุชาได้ ดังเช่น เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงรวบรวมกำลังพวกพรานป่าและโจรป่า พร้อมด้วยข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปถวายการรับใช้ได้ประมาณ 600 คน แล้วพาเสด็จหนีออกจากกรุงหงสาวดี เมื่อประมาณ พ.ศ2113 นั้น ก่อนที่สมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จหนีออกจากหงสาวดี ก็ได้ลอบไปพบพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี เพื่อปรึกษาและแจ้งข่าวการตัดสินพระทัยที่จะทำเช่นนั้น แต่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็ไม่อาจเสด็จหนีตามไปด้วยได้ ต้องยอมทนอยู่ด้วยความเสี่ยงต่อราชภัยจากพระเจ้าหงสาวดีว่า เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบข่าวการเสด็จหนีของสมเด็จพระนเรศวร พระอนุชาแล้ว พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็อาจได้รับโทษหนักจากพระสวามีฐานคบคิดและอนุเคราะห์ช่วยให้พระอนุชา ซึ่งเป็นตัวประกันสำคัญของพม่าเสด็จหนีไปได้ ทำนองปล่อยเสือเข้าป่า – ปล่อยจระเข้ลงน้ำ

อีกอย่างหนึ่ง พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี ยังประทับอยู่ที่หงสาวดี ก็ยังเป็นตัวประกันส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความพิโรธของพระสวามีได้ในระดับหนึ่ง เพื่อมิให้พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปจับสมเด็จพระนเรศวรด้วยพระองค์เอง เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาแก่พระอนุชา พระเจ้าหงสาวดีจึงเพียงแต่รับสั่งให้เวียงเสือและเสือต้าน เป็นแม่ทัพคุมกำลังพลเพียง 5,000 คน ออกติดตาม แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรนำกำลังเข้าต่อสู้รบจนพม่าแตกพ่าย แม้คราวหลังพระเจ้าหงสาวดีจะได้ให้พระอนุชาคุมพล 10,000 คน ไปตามจับสมเด็จพระนเรศวรให้ได้อีก แต่ก็ถูกสมเด็จพระนเรศวรจัดกำลังทัพเข้าตีกองทัพพม่าจนแตกพ่ายยับเยินกลับไปอีก

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาประทับอยู่ในสยามประเทศแล้ว ก็ได้อาศัยข่าวความเคลื่อนไหวของพระเจ้าหงสาวดี และทั้งเจ้านายและกองทัพพม่า ที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีได้ทรงช่วยแจ้งมาให้ทราบเป็นระยะๆ เท่าที่ทรงสามารถกระทำได้นั้นแหละ ประกอบด้วยพระปรีชาสามารถในการศึกของสมเด็จพระนเรศวรนั้นเองด้วย จึงสมารถนำมาใช้วางแผนการรบกับกองทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่า ทรงจัด

พระราชประวัติพระสุพรรณกัลยา (พระสุพรรณเทวี) ส่วนที่สองเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จมาประทับอยู่ในสยามประเทศแล้ว ก็ได้อาศัยข่าวความเคลื่อนไหวของพระเจ้าหงสาวดี และทั้งเจ้านายและกองทัพพม่า ที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีได้ทรงช่วยแจ้งมาให้ทราบเป็นระยะๆ เท่าที่ทรงสามารถกระทำได้นั้นแหละ ประกอบด้วยพระปรีชาสามารถในการศึกของสมเด็จพระนเรศวรนั้นเองด้วย จึงสมารถนำมาใช้วางแผนการรบกับกองทัพพม่าที่มีกำลังมากกว่า ทรงจัดกำลังกองทัพรบและสามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ทุกครั้ง

การประทับอยู่กรุงหงสาวดีของพระพี่นางสุพรรณกัลยาณี จึงเป็นการอยู่ด้วยความเสียสละพระชนม์ชีพเพื่อประเทศชาติ ด้วยว่าราชภัยอาจจะเกิดแก่พระองค์ถึงชีวิตได้ทุกขณะ ในหนังสือสงครามประวัติศาสตร์ จึงได้จารึกไว้ว่า

“สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นวีรสตรีไทยที่ประวัติศาสตร์ควรจารึกไว้ หากไม่มีพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาจไม่มีโอกาสกลับมากอบกู้เอกราช และอาจไม่ทรงทราบข่าวการเคลื่อนไหวของทัพพม่าก่อนทุกครั้ง ชาวไทยจึงควรระลึกถึงวีรกรรมของพระองค์ และถวายสักการะดวงพระวิญญาณของพระองค์โดยทั่วกัน”

พระสุพรรณกัลยา มีสภาพเหมือนถูกทอดทิ้ง ให้ผจญกรรมเพียงลำพัง กับไพร่พลเล็กน้อย ในท่ามกลางหมู่อริราชศัตรูทั้งสิ้น แต่กระนั้นพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ก็ทรงมีพระเมตตา รักใคร่สิเนหา แก่พระสุพรรณกัลยาอยู่ไม่น้อย และด้วยบารมีแห่งพระสุพรรณกัลยา ได้ปกแผ่คุ้มครองแก่คนไทย ที่ตกเป็นเชลยอยู่ในเมืองพม่า มิให้ได้รับความลำบาก ต่อมา มังไชยสิงหราช (นันทบุเรง) โอรสของพระเจ้าบุเรงนอง เป็นผู้มักมากในกามคุณ และต้องการเป็นใหญ่ จึงร่วมมือกับชายาชาวไทยใหญ่ นามว่า "สุวนันทา" วางแผนชิงราชสมบัติ และแย่งอำนาจ ทำให้พระเจ้าบุเรงนองตรอมพระทัย และสวรรคตอย่างกระทันหัน เมื่อพระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์ เกิดความวุ่นวาย เนื่องด้วยการไม่ยอมรับ ของพระญาติวงศ์หลายฝ่าย ทำให้พระเจ้านันทบุเรง เกิดความหวาดระแวง กอปรด้วยรู้ว่า มีการรวบรวมไพร่พล เตรียมการกู้ ชาติ ของ พระนเรศวร และพระเอกาทศรถ ทางเมืองไทย จึงสั่งจับจองจำพระมารดาเลี้ยง (พระสุพรรณกัลยา) และพระธิดาองค์แรกของพระนาง ให้อดอาหาร ลงโทษทัณฑ์ ทุบตี โบย อย่างทารุณ ในขณะที่พระนาง ทรงครรภ์แปดเดือน จนพระธิดาสิ้นพระชนม์ จากนั้น ก็ทำทารุณกรรมต่อพระนางอีก จนอ่อนเปลี้ยสิ้นเรี่ยวแรง แล้วใช้ดาบฟัน ฆ่าพระนางพร้อมด้วยทารกในครรภ์ แม้ร่างกายของพระนางสิ้นสูญแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่สาแก่ใจ ของพระเจ้านันทบุเรง แม้ดวงพระวิญญาณของพระองค์ ก็ถูกกระทำพิธีทางไสยศาสตร์ ตราสังรัดตรึง ไม่ให้วิญญาณกลับสู่เมืองไทย ให้วนเวียนอยู่ อย่างทุกข์ทรมานนานนับร้อยปี ...

พระพี่นางสุพรรณกัลยาณี ผู้ทรงมีอุปการคุณต่อการกู้ชาติกู้แผ่นดินร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระอนุชา และบุรพชนของชาวไทย ด้วยความเสียสละแม้พระชนม์ชีพ จึงนับเป็นบุพพการีบุคคล ที่ชาวไทยควรระลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองพระองค์ กับด้วยทั้งบูรพกษัตราธิราชเจ้า และบุรพชน ที่ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพของชาติ ช่วยทำนุบำรุง และสืบต่อผืนแผ่นดินไทยและบวรพระพุทธสาสนา ให้ยืนยาวมาถึงชาวไทยทั้งประเทศ ให้ได้อยู่เย็นเป็นสุขจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้ โดยการประกอบการบุญกุศล คุณความดี รู้รัก รู้สามัคคี ช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันหลักทั้ง 3 คือ ประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทุกพระองค์และให้แก่ทุกท่าน ให้ทุกพระองค์และทุกท่าน ได้เสวยสุขสมบัติในสัมปรายภพ ก็จะยังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และความสันติสุขอย่างมั่นคงแก่ชีวิตตน ครอบครัว และประชาชนทั้งประเทศตลอดกาลนาน

ในปีพุทธศักราช 2491 หลวงปู่โง่น โสรโย แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตรได้รับกิจนิมนต์จาก พระมหาปีตะโก ภิกขุ ให้ไปช่วยงานด้านประติมากรรม ซ่อมแซมรูปลายฝาผนัง ที่เมืองพะโค (หงสาวดี) ประเทศพม่า ในขณะนั้น ประเทศพม่ามีเหตุการณ์ทางการเมืองภายใน เกี่ยวกับสมณศักดิ์พระภิกษุ หลวงปู่โง่น พลอยต้องอธิกรณ์โทษการเมืองไปด้วย กลับเมืองไทยไม่ได้ ระหว่างถูกกักบริเวณ ท่านใช้เวลาในการฝึกจิต กำหนดตัวแฝง และพลังแฝงในกายได้ สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ และได้เข้าถึงกระแสพระวิญญาณที่สื่อสารต่อกัน กล่าวว่า ท่านเคยเป็นนายทหารช่าง สร้างบ้านเรือน ทั้งยังเคยถูกพม่ากวาดต้อนไป พร้อมกับพระนางในครั้งนั้น เคยเป็นข้ารับใช้ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรี พระสุพรรณกัลยา ได้ขอร้องให้หลวงปู่โง่น ช่วยแก้พันธนาการทางไสยศาสตร์ เพื่อดวงพระวิญญาณของพระองค์ จะได้กลับไปเมืองไทย และให้นำภาพลักษณ์ของพระองค์ อันเกิดจากกระแสพระวิญญาณ เผยแพร่ให้แก่ชาวไทย ผู้ลืมพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์จะกลับมาทำคุณประโยชน์ ช่วยเหลือประเทศชาติ ทั้งยังปณิธาน จะกลับมาอุบัติเป็น เจ้าหญิ

amulet.in.th -> เล่าสู่กันฟัง