หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 11 Mar 2009 05:04 pm
เรื่อง: หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร จ.นครสวรรค์
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ วัดศรีอุทุมพร (วัดวังเดื่อ) หมู่ที่ ๙ ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์

หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ผู้เป็นพระแท้ของจังหวัดนครสวรรค์ผู้มีชื่อเสียงด้านพุทธคุณเลื่องลือไปไกลทั่วประเทศท่านมิได้นิยมอวดอ้างสรรพคุณ ตามหนังสือวงการพระเครื่องทั้งมิได้หลงไหลในทรัพย์สมบัติและลาภยศสรรเสริญกลับทุ่มเทชีวิตช่วงวัยชราอายุ 94 ปี ให้กับการพัฒนาวัดและโรงเรียนอีกทั้งถนนหนทางเพื่อสืบทอดพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

ชาติกาล : หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ถือกำเนิดขึ้นวันอังคารที่ 8 เมษายน 2456 (ตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 5 ปีฉลู) เป็นบุตรคนที่สองของ นายแหยม นางบุญ ปานสีทา ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี 

นามเดิม : จ้อย (ภาษาลาวกะลา แปลว่า ผอม) 
นามสกุล : ปานสีเทา

มีพี่น้องด้วยกัน 6 คน ชาย 3 หญิง 3 คือ
1.นางทองดี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
2.พระครูจ้อย หรือ หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ
3.พระภิกษุสิงห์ (มรณภาพแล้ว)
4.นางแต๋ว (ถึงแก่กรรมแล้ว)
5.นางหนู เหล่าเขตกิจ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
6.พระภิกษุสุเทพ (มรณภาพแล้ว) 

อุปสมบท :
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2476 ที่วัดดอนหวาย ตำบลพรวงสองนาง อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี โดยมีพระปลัดตุ้ยเป้นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญธรรมเป็น พระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์บุญตา เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ฉายา"จนฺทสุวณฺโณ"

วิทยฐานะ :
1. พ.ศ. 2470 จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่4 ที่โรงเรียนวัดดอนหวาย อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี
2. พ.ศ. 2480 สอบนักธรรมชั้นตรีได้
3. พ.ศ. 2481 สอบนักธรรมชั้นโทได้
4. การศึกษาพิเศษ หลักสูตรพระอภิธรรม และ วิปัสสนากรรมฐานจากหลวงปู่นาก วัดระฆังโฆษิตาราม  ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อคูณปริสุทโธเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมาได้ศึกษา อยู่ที่วัดนี้ด้วย และหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากวัดมหาธาตยุวราชรังสฤษฏ์
5. มีความรู้ความชำนาญในการเผยแพรีธรรมแก่พุธบริษัท และพระสงฆ์ที่ไปอยู่ปริวาสเป็นอย่างดี
6. มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างทุกชนิด

เมื่อหลวงพ่อจ้อยฯ อุปสมบทแล้วได้อยู่จำพรรษาเพื่อศึกษา พระปริยัติธรรมที่วัดดอนม่วง ตำบลวังม้า อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ จำพรรษาอยู่ ๕ พรรษา แล้วไปศึกษาพระอภิธรรม และปวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กับพระอาจารย์เจชินซึ่งมาจากประเทศพม่า และยังไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน กับท่านเจ้าคุณภาวนาภิราม (สุกปวโร) และหลวงปู่นาค ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยมีหลวงพ่อพิมพา วัดหนองตางู ก็ไปศึกษาที่นั่นด้วย ใช้เวลาศึกษาอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตารามรวมหลายปี จึได้กลับมาจำพรรษาและพัฒนาวัดศรีอุทุมพร

หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อนิยมการออกธุดงค์รุกมูล (อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร) ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อแสวงหาความวิเวก ทดสอบความทดทน เพื่อเผาผลาญกิเลสตัณหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง และเพื่อศึกษาสัจจธรรมอันเป็นหนทาง แห่งความหลุดพ้น ตลอดจน วิชาอาคมจากครูบาอาจารย์ ต่างๆ ที่เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงโด่งดัง หลวงพ่อจ้อยฯ ได้ขึ้นไปตั่งต้นเดินธุดงค์ที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดนครปฐม และศึกษาวิชาอาคมกับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบกับหลวงพ่อฉาบวัดคลองจัน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครปฐม ได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้ต่างๆ แก่กัน และหลวงพ่อยังได้มีโอกาศไปศึกษาวิชาอาคม กับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ ชื่อดังในสมัยนั้น จากนันได้ศึกษาอักขระขอมลาวจนมีความรู้แตกฉานเป็นอย่างดี
 
ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ เกิดอาการอาพาธอย่าง ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่ร้านข้าวสาร " บุญมาพานิช" ซึ่งเป็นร้านของหลานสาวของหลวงพ่อฯ พระใบฏีกาสมศักดิ์ ปญฺญาธโร รองเจ้าอาวาส วัดศรีอุทุมพรพร้อมด้วยลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ได้นำพาหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ โดยมีรถจากโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์มารับ อาจากในระหว่างเข้ารับการรักษานั้น มีแต่ทรงกับทรุดหรือ บางครั้งดูเหมือนว่าจะดีขึ้น ลูกหลานและศิษยานุศิษย์เกิดความสงสารเห็น ท่านอยากจะกลับวัด
 
12 กุมภาพันธ์ 2550 ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ จึงได้ขออนุญาตนายแพทย์ผู้รักษา นำหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ กลับวัดศรีอุทุมพรโดยมีรถจากโรงพยาบาลมาส่ง ถึงอาคารอเนกประสงค์วัดศรีอุทุมพร

14 กุมภาพันธ์ 2550 ในเช้าวันนี้เองหลวงพ่อให้สัญญาณว่า จะให้พาไปจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไปพักผ่อนที่บ้านศิษยานุศิษย์ ผู้หนึ่ง แต่เมื่อถึงที่นั่นปรากฏว่าอาการยิ่งทรุดลงมาก ลูกหลานศิษยานุศิษย์ เลยต้องนำหลวงพ่อฯ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปลาโลวชิรปราการ ระหว่างการรักษาที่แห่งนี้ อาการก็มีทั้งดีขึ้นบ้าง ทรุดลงบ้างสลับกันอยู่อย่างนี้จนกระทั่งนายแพทย์ผู้ให้การรักษาให้ความเห้นกับลูกหลานและ ศิษยานุศิษย์ว่า ควรย้ายหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล สะพานควาย กทม.

13 มีนาคม 2550 หลวงพ่อฯ ได้รับการดูแลจากคณะแพทย์ แห่งนี้ด้วยดีตลอดมา อาการน่าเป็นห่วงและต่อจากนั้นในความเห้นของแพทย์ ลูกหลาน และศิษยานุศิษย์ ตกลงจะพาหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ กลับวัด ตามความประสงค์ของหลวงพ่อฯ "ซึ่งจะเหมือนคนชราทั่วไปที่กล่าวว่าถ้าจะตายขอให้ไปตายที่บ้านดีกว่า" ในเวลาเช้าวันที่ 16 เมษายน 2550 แพทย์ได้นำพาหลวงพ่อจ้ยอ จนฺทสุวณฺโณ กลับวัดศรีอุทุมพร โดยรถฉุกเฉินของโรงพยาบาล

เวลาประมาณ 11.09 น. รถฉุกเฉินของโรงพยาบาลคันนั้นได้นำหลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ถึงวัดศรีอุทุมพร เครื่องช่วยกระตุ้นส่วนต่างๆ หยุดทำงานทันที ท้องฟ้าสีอันงดงามเป้นที่แปลกตาแปลกใจของผู้คนจำนวนมากที่ทราบข่าวแล้วมารอรับอยู่ที่วัด

หลวงพ่อจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ได้จากลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ และประชาชนที่เคารพนับถือ ไป ณ. วันเวลานั้นอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

"ใดใดในโลกล้วน
คงแต่บาปบุญยัง
คือเงาติดตัวตรัง
ตามแต่บาปบุญแล้ว อนิจจัง
เที่ยงแท้
ตรึงแน่นอยู่นา
ก่อเกื้อ รักษา"