พระอาจารย์รูปนั้นคือ หลวงพ่อมหาสวัสดิ์ ปุณณสีโล ปัจจุบัน ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ท่านจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เม้าสุขา มาสร้างขึ้นตามที่นางเม้า นามสกุลสุขาได้ถวายที่ดินให้นอกจากนี้ในด้านภินิหารของท่านยังมีมากมายครับ ถึงท่านจะมีอายุถึง 92 ปี กว่าแล้ว ยังแข็งแรงสุขภาพดี มีคนไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย ท่านแซ่เดียวกันกับหลวงพ่อโมและเป็นญาติกันห่างๆ หลวงพ่อมหาสวัสดิ์ท่านมีชื่อจีนว่า เจ็ง แซ่ฉั่ว ท่านเคยรับใช้อยู่กับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นศิษย์ของหลวงพ่อกล่อม วัดวังกะพี้ หลวงพ่อเนียง วัดวังพะเนียด หลวงปู่บาผู้สำเร็จวัดท่าข้ามบางปะกง ที่หลวงพ่อปานวัดบางเหี้ยให้ความเคารพนับถือหลวงปู่บาอย่างมาก
หลวงพ่อโมเมื่อวัยเด็กได้ศึกษาหาความรู้จนอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาจีนและภาษาไทย นิสัยของท่านเด็ดเดี่ยว ชอบศึกษาหาความรู้ในด้านวิชาอาคมขลัง สมัยนั้นพวกคนจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยมีทั้งคนดีและพวกนักเลงคุมถิ่นเรียกเก็บค่าคุ้มครองกันมีกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ท่านจึงอยากจะได้ของดีจากพระอาจารย์ต่างๆไว้ป้องกันตัวเพราะได้เห็นถึงคนตีกันฟันกันด้วยอาวุธแหลมคม แต่คนที่มีคุณความดีติดตัวนั้นจะไม่เป็นอันตรายอะไร ถูกฟันถูกแทงก็ไม่เข้าเลยอย่างมากก็เพียงแค่เป็นรอยเป็นปื้น ท่านจึงเสาะหาพระอาจารย์เข้าไปช่วยเหลือทำโน่นทำนี่ให้ท่านก็ได้วิชาไว้บ้าง
ท่านเป็นเด็กที่ขยันทำงานช่วยเหลือพ่อแม่ของท่านประกอบอาชีพค้าขาย ทั้งยังสนใจในการงานทางช่างไม้ และการคำนวณต่างๆ อีกด้วย นิสัยของท่านโอบอ้อมอารีย์เป็นที่เมตตาของบรรดาญาติไม่เหมือนเด็กๆทั่วๆไป ซึ่งบางคนไปเข้าพวกเข้ากลุ่มนักเลงทั้งยังชอบในการทำบุญทำทานมักจะเข้าวัดนำอาหารไปทำบุญอยู่เป็นนิจ
เมื่อมีอายุครบบวช ก็ได้เป็นพระที่วัดสามจีน โดยมีท่านพระปรากรมมุนี (หลวงพ่อเปลี่ยน) เจ้าอาวาสวัดประทุมคงคา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สิงห์ วัดหัวลำโพง เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์แย้ม วัดสามจีน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังอุปสมบทได้รับฉายาว่า ธมมมสโร เมื่อบวชแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดสามจีนนั่นเอง
ท่านเป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยศึกษาหาความรู้ในด้านธรรมะและด้านคาถาอาคมขลัง และท่านก็ได้เล่าเรียนวิชาอาคมขลังจากท่านพระปรากรมมุนีซึ่งท่านเป็นพระอาจารย์ที่อาคมขลังอย่างสูงมาก ทั้งยังเชี่ยวชาญและมีความรอบรู้ในด้านกรรมฐาน มีชื่อเสียงทางน้ำมนต์ทางรักษาด้วย ถ้าท่านลงกระหม่อมให้ผู้ใดแล้วจะติดไปจนวันตาย แม้แต่เผาร่างของคนผู้นั้นที่หัวกระโหลกก็จะเป็นยันต์และอักขระขอมติดแน่นนานมากกว่าจะเผามอดไหม้
ต่อมาท่านปรากรมมุนีพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ของท่านได้รับแต่งตั้งสถาปนาให้เป็นเจ้าคณะเมืองพิษณุโลกหลวงพ่อโมท่านได้รับแต่งตั้งจากพระปรากรมมุนีเป็นพระใบฏีกาพระรับใช้ใกล้ชิดเมื่อท่านได้เดินทางไปเป็นเจ้าคณะเมืองพิษณุโลกท่านได้ติดตามไปอยู่เมืองพิษณุโลกด้วย รับใช้งานด้านต่างๆ จนหมดสิ้นจากพระอุปัชฌาย์ของท่าน ครั้งนั้นทางราชการได้อัญเฃิญพระพุทธรูปที่สำคัญๆเก่าแก่ตามวัดต่างๆในหัวเมืองเหนือ ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านั้นได้ถูกชาวบ้านซ่อนซุกไว้ครั้งสงครามไทยกับพม่าโดยการเอาปูนพอกทับไว้ตามวัดต่างๆมีพรุพุทธรูปมากมายที่ร้างว่างเปล่าและวัดที่มีพระสงฆ์เพียงรูปสองรูป ได้นำมาไว้ในเมืองหลวง หลวงพ่อโมก็เป็นกำลังสำคัญในครั้งนั้น ท่านออกตามสถานที่ต่างๆของพิษณุโลกและเขตใกล้เคียง เพราะถ้าหากเอาพระพุทธรูปไว้อย่างนั้นจะขาดผู้ดุแลและจะมีคนมาลักเอาไปหรือทำลายให้เสียหายได้
หลวงพ่อพุทธชินราช แต่แรกทางการจะอัญเชิญลงมาไว้ในเมืองหลวง แต่ด้วยชาวบ้านจำนวนมากไม่ยอมและหลวงพ่อท่านได้แสดงอภินิหารให้ประชาชนได้ประจักษ์หลายอย่าง จึงไม่มีผู้ใดที่จะอัญเชิญท่านลงมาไว้ที่กรุงเทพฯ เมื่อแจ้งให้ทางกรุงเทพฯทราบ ในที่สุดก็ให้มีการหล่อจำลองท่านขึ้นมาแล้วอัญเชิญองค์จำลองล่องแพมาตามแม่น้ำ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปเททองหล่อหลอมพระพุทธชินราช ณ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2442 ครั้งนั้นพระปรากรมมุนีเป็นเจ้าคณะเมืองพิษณุโลกได้เป็นกำลังสำคัญอย่างมากของฝ่ายสงฆ์
ต่อมาท่านพระปรากรมมุนี ได้เดินทางกลับจากพิษณุโลกมาอยู่ที่วัดปทุมคงคาตามเดิม หลวงพ่อในฐานะศิษย์และเป็นพระฏีกาก็ติดตามเดินทางกลับมาอยู่ที่วัดสามจีนในฐานะเถระพระผู้ใหญ่มาอยู่ได้ระยะหนึ่งท่านเจ้าอาวาสวัดสามจีนมรณภาพลง ตำแหน่งเจ้าอาวาสก็ว่าง ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดสามจีนแต่นั้นเป็นต้นมา
สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้นนักเลงหัวไม้ทั้งคนจริงมากมายตั้งกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า สมัยนั้นมีก๊กเก้ายอดซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อหรุ่น วัดอัมพวัน หรือที่ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว หลวงพ่อหรุ่น ใจพารา อดีตกำนันคนดังคนจริงแห่งคลองเชียงรากตอนหลังมีศิษย์เคารพนับถือมากมายในด้านคงกระพันชาตรี และมีชื่อเสียงอย่างมาก ท่านจะลงหมึกสักยันต์ลงยันต์ด้วยน้ำมันงาเสกแต่ส่วนมากสมัยนั้นจะสักยันต์ด้วยหมึกดำ
ในย่านสัมพันธวงศ์นั้นก็มีก๊กลั่กกั้กมีสัญลักษณ์ของแต่ละสำนัก นักเลงสมัยนั้นจะคุมแต่ละย่านแบ่งกันคุ้มครองเก็บเงิน แต่อย่างว่าละครับ มักจะเกิดเรื่องข้ามเขตข้ามแดนกันเสมอๆถึงขนาดบางคราวถึงขั้นยกพวกมีจำนวนมากๆ ต่อสู้กัน แต่ละฝ่ายจะเหนียวคงกระพันชาตรี ฟันแทงไม่เข้า ตีไม่แตก แต่เมื่อครั้งใดศิษย์ของทั้งสองสำนักปะทะ
กันต่างก็ต้องกลับไปด้วยความสบักสบอม ไปรักษาความบอบช้ำความระบมเป็นเวลานานกว่าจะหาย สมัยนั้นเรื่องพกปืนไม่ต้องพูด สู้มีดพกมีดดาบ เหล็กแหลมไม่ได้
ศิษย์ของท่านผู้หนึ่งต้องระเห็ดออกจากกรุงเทพฯไปอยู่นครปฐมไปประกอบอาชีพค้าขาย เขาเป็นคนจริงขืนอยู่ในเมืองหลวงก็ต้องเจอกับปัญหาหนักเขาจึงต้องออกไปอยู่กัยญาติที่นครปฐม แต่แรกนั้นก็อยู่อย่างสงบ ตอนหลังมีนักเลงเจ้าถิ่นและนักเลงมาเบ่งเรียกค่าคุ้มครองเล็กๆน้อยๆก็พอจะให้กันได้ แต่ถ้าบ่อยและมากขึ้นก็ไม่ยอม นักเลงนครปฐมมีของดี หลวงพ่อทาและหลวงพ่อนาค วัดห้วยจรเข้ที่มีชื่อเสียงในด้านคงกระพันชาตรีอย่างมากที่สุดก็นับถือกัน
ศิษย์ของหลวงพ่อโมถือว่าแน่เหมือนกันไม่ยอมให้ใครรบกวนอีกต่อไปจนนักเลงเมืองนครปฐมต่างยกย่องและยังเคยเดินทางไปหาท่านถึงเมืองหลวง
สิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีที่ทางวัดเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีคือพัดรัชมังคลาภิเษก และเครื่องแก้วเจียรไนจากเมืองนอกที่ทางวัดรักษาเอาไว้นั้นเป็นของที่หลวงพ่อโมท่านได้รับมาในงานสมโภชมหารัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้เจ้าหน้าที่ชาววังนิมนต์ท่านด้วย
เหรียญรูปเหมือนของหลวงพ่อโมเหรียญรูปเหมือนของท่านเป็นเหรียญเก่ามากเหรียญหนึ่ง มีความงดงามอย่างมาก เหรียญ เป็นทรงรูปไข่ห่วงเชื่อม ด้านหน้ามีรูปหลวงพ่อหน้าตรงครึ่งองค์ ข้างบนขอบเหรียญนั้นมีช่อดอกไม้ จะคล้ายๆ เหรียญหลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย และเหรียญพ่อบ่าย วัดช่องลม เมืองแม่กลอง ใต้ช่อดอกไม้ล้อมรูปของหลวงพ่อนั้นเป็นภาษาขอมเขียนไว้ว่า พระครูวิริยะกิจจา (โม) ด้านหลังเหรียญตรงกลางเป็นจันทร์ครึ่งเสี้ยว สูรย์ อุณาโลมและตังนะมหาอุดอักษรขอมส่วนบนว่า อุยะ จะชะ ตังขอมด้านล่างเขียนว่า มะ อะ อุ ตรงกลางอุทั้งสองข้างเป็นตัวเฑาะว์ขัดสมาธิไขว้แบบมหาอุดสองชั้น เหรียญนี้สร้างขึ้นในช่วง ปี พ.ศ. 2460 เป็นเหรียญที่มีการสร้างมาช้านานหลายสิบปี เป็นเหรียญที่มีความงดงามอย่างมากเหรียญกนึ่งและออกแบบแกะได้อย่างลึกซึ้งยิ่ง เหรียญของท่านเป็นเหรียญที่มีแต่เนื้อเงินอย่างเดียว เนื้ออื่นไม่มีเลยอยู่ในความนิยมของนักสะสมพระเครื่องเป็นเหรียญเก่าในแนวหน้าของเหรียญพระอาจารย์ในเมืองไทย มีราคาการเช่าหาที่แพงเป็นหมื่นบาทขึ้นไปถึงหลายหมื่นบาท ปัจจุบันค่อนข้างที่จะหายากพอสมควร |