หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า จ.ระยอง
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 20 Mar 2009 11:07 am
เรื่อง: หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า จ.ระยอง
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระครูพิพิธวรญาณ (หลวงพ่อชื่น สุจิตโต) วัดมาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ประวัติ

ถิ่นกำเนิด
หลวงพ่อชื่น สุจิตโต หรือพระครูพิพิธวรญาณเป็นชาวมาบข่าโดยกำเนิดเกิดที่บ้านห้วงตาถึงหมู่ ๔ ต.มาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และได้ย้ายไปอยู่บ้านหนองผักหนาม(บริเวณท้องที่เดียวกัน) ลพ.เกิดวันศุกร์ ขึ้น ๔ค่ำเดือน ๘ซึ่งตรงกับวันที่ ๖ ก.ค. ๒๔๓๖ ปีมะเมีย บิดาชื่อ เหน่ง บุญทีวะ มารดาชื่อ จ้อย มีพี่น้องด้วยกัน ๗ คน ดังนี้
๑.ลพ.ชื่น บุญทีวะ (คนโต)
๒.นางแวว
๓.นางเป้า
๔.นางปุ้ย
๕ นายบุญมาก
๖.นางเชย
๗.เป็นผู้ชายคลอดมาได้ ๕วันแล้วเสียชีวิต

อาชีพ
บิดา,มารดา ของลพ.มีอาชีพทำไร่ทำนาและเก็บของป่าขายมีงานอดิเรกคือการจักสานเล็กๆน้อยๆในเยาว์วัย

ลพ.ท่านมีความจำเป็นเลิศกว่าเด็กในวัยเดียวกันและชอบฟังเทศน์มหาชาติมากโดยเฉพาะพระเวชสันดรชาดกและจะจดจำนำมาร้องเล่นตามประสาเด็กแถมเสียงดีเสียด้วย(คงจะเหมือนมาดาเพราะมาดาลพ.ตอนบวชเป็นพระก็เทศน์เก่งมาก)

การศึกษา
ลพ.ในสมัยเด็กๆนั้นท่านได้ศึกษาหาความรู้จากวัดเหมือนกับบุคคลทั่วๆไปในสมัยนั้นแต่ลพ.จะตั้งใจเรียนกว่าคนอื่นวิ่งเล่นกันแต่ลพ.กับไปเรียนเพิ่มเติมกับลพ.จาด(วัดบ้านสวนชลบุรี)ซึ่งมาจำวัดอยู่ที่วัดมาบข่าพักหนึ่งจนลพ.ชื่นท่านอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่วมาก

รับใช้ราชการทหาร
เมื่อลพ.อายุได้๑๙ปีก็ถูกคัดเลือกไปเป็นทหารเรือสองปี(สมัยนั้นคัดเลือกทหารตอนอายุ๑๙ปี)ช่วงที่เป็นทหารอยู่นั้นพอมีเวลาว่างลพ.จะท่องหนังสือสวดมนต์จนจำได้หมดไม่ว่าจะเป็นเจ็ดตำนาน,สิบสองตำนาน,ธรรมจักรกัปวัตนะสูตรและสมัยสูตรเพราะลพ.ตั้งใจว่าถ้าปลดประจำการออกมาเมื่อใดจะขอบิดา,มารดาบวชทันที

อุปสมบท
พอปลดประจำการจากทหารกลับมาบ้านเพียง ๓วันก็บอกกับบิดา,มารดาว่าจะบวช บิดา,มารดาก็ปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งจึงได้จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องอัฐบริขารจนครบแล้วได้นิมนต์พระอุปัชฌาย์,พระคู่สวด ลพ.ท่านจึงได้บวชตามที่ตั้งใจลพ.ท่านบวชเมื่อวันที่ ๑๐กรกฎาคม๒๕๔๘ ณ.วัดทับมา ระยอง โดยมีลพ.ขาว เจ้าอาวาสวัดทับมาในสมัยนั้นเป็นพระอุปัชฌาย์,ลพ.ทองอยู่ (เจ้าอาวาสวัดมาบข่า) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และลพ.จี๊ด เจ้าอาวาสวัดเขาโบสถ์(เขาซากแขก)เป็นพระอนุสาวนาจารและมีลพ.หินวัดหนองสนมเป็นพระอาจารย์บอกอนุศาสน์พร้อมกับได้รับฉายาว่า สุจิตโต และอยู่รับใช้ลพ.ทองอยู่มาโดยตลอด มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปจำวัดที่วัดเขาโบสถ์ ๒ เดือนเพื่อเรียนภาษาขอมกับลพ.จี๊ดจนอ่านออกเขียนได้และลพ.ได้เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่วัดป่าประดู่ ระยองโดยมี ลพ.แอ่วเป็นครูสอนความคิดเห็นส่วนตัวของหลวงพ่อ

เรื่องสมศักดิ์หรือตำแหน่งหน้าที่หลวงพ่อไม่เคยใฝ่ฝันดิ้นรนขวยขวายเพราะท่านถ่อมตนอยู่เสมอว่าหนังสือท่านไม่ค่อยเก่งแต่หลวงพ่อก็ยอมรับและปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา ตำแหน่งที่ได้รับมีดังนี้

1.พระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๘๖
2.พระกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๔๘๖
3.พระครูประทวนสมณะศักดิ์ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๔๙๓
4.เจ้าคณะตำบลหนองละลอก เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๙๕
5.เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี พระครูพิพิธวรญาณ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐
6.เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๐๑

อุปนิสัยของหลวงพ่อ
หลวงพ่อมีนิสัยอ่อนโอน พูดจาเรียบร้อย นุ่มนวล เสียงทุ้มลึกกังวานแจ่มใสแต่แฝงไว้ด้วยความมีอำนาจในตัวเอง แม้แต่นั่งคุยกับญาติโยมก็จะนั่งพับเพียบไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถคือนั่งท่าไหนก็ท่านั้นจนเสร็จกิจกรรมนั้นๆ ลพ.เป็นพระที่สุขุม มีสติ ปัญญาความคิดปฏิภาณเฉียบแหลมว่องไว สามารถแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ทันที แม้จะเป็นพระที่หัวโบราณแต่ก็ทันสมัยอยู่เสมอ ลพ.เป็นผู้มีความเมตตาธรรมสูงไม่เลือกชนชั้นว่าผู้ดีหรือยากจน และพบหลวงพ่อได้ทุกโอกาส

ด้านไสยเวทย์
หลวงพ่อได้ศึกษาทางไสยเวทย์หลายด้านด้วยกันเช่นหมอแผนโบราณ,หมอกระดูก (แต่ก่อนแพทย์สมัยใหม่ยังไม่เจริญเท่าที่ควร)ใครเจ็บป่วยก็จะมาตามหลวงพ่อไปรักษาไม่ว่าจะดึกแค่ไหนหลวงพ่อไม่เคยปฏิเสธ หลวงพ่อจะรักษาให้ทุกรายจนเป็นที่นับถือเลื่อมใสของชาวบ้านทำแม้แต่น้ำมนต์ไล่ภูตผี

ชีวิตบั้นปลายของหลวงพ่อ
เมื่อวันที่๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๑ ลพ.มีกิจนิมนต์สองที่คือช่วงเพลที่โรงงานโม่แป้งมันและช่วงเย็นที่สวนศรีเมือง ที่โรงโม่แป้งมัน(มาบข่า)ก็ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารให้พรเรียบร้อย ก่อนที่ลพ.จะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ลพ.สั่งให้เดินเครื่องโม่แป้ง แล้วเริ่มประพรมน้ำพระพุทธมนต์จวนจะเสร็จแล้วเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นเมื่อสายพานเย่อเอาจีวรของลพ.ติดเข้าไปกับสายพาน(สายพานสามเส้นประมาณ๘นิ้ว)ทำให้ตัวหลวงพ่อติดกับสายพาน หลวงพ่อก็จึงดึงจีวรกลับแต่สู้แรงเครื่องไม่ได้หลวงพ่อจึงท่องคาถาแคล้วคลาดว่า "ยัมมะโข ภะคะวันตัง สะระณังคะตาติ อุทธังอัทโธ นะโมพุทธายะ พุทธังปัดคลาดแคล้ว ธังมังปัดคลาดแคล้ว สังฆังปัดคลาดแคล้วพระเจ้าเกิดแล้ว อิติปิโส ภะคะวาติ"

เมื่อว่าจบเครื่องยนต์ก็ดับพอดี ปรากฏว่าสายพานขาด ๑ เส้นหลุดหัวต่ออีกสองเส้น ชาวบ้านจึงช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลระยอง หลวงพ่อได้สลบไปชั่วครู่พอฟื้นมาก็พบกับหมอและพยาบาลหญิงหลวงพ่อจึงขอเปลี่ยนโรงพยาบาลไปที่โรงพยาบาลสัตหีบ(อาภากรเกียรติวงศ์)รักษาอยู่หลายเดือนจึงหายแต่ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็รับนิมนต์ตลอด(หลวงพ่อท่านเป็นพระที่เกรงใจ)โดยขัดศรัทธาไม่ได้

พ.ศ. ๒๕๒๓ อาการของหลวงพ่อก็ยังทรงๆอยู่เช่นเดิมและมีโรคปวดท้องเพิ่มขึ้นมาอีกฉันยาหม้อแล้วก็ไม่ทุเลากลับมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ เดือนมีนาคมหลวงพ่อจึงต้องเข้าโรงพยาบาล(อาภากรเกียรติวงศ์)อีกครั้งหนึ่งและเป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อ มาอยู่ได้๑๐วันแพทย์ก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่พบแพทย์จึงต้องนำอุจจาระไปตรวจจึงพบว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระ แพทย์จึงเอาสายยางดูดเอาน้ำในกระเพาะอาหารออกมาตรวจอีกครั้งและพบเลือดสดๆปะปนมากับน้ำนั้นด้วย แพทย์จึงสันนิษฐานว่าหลวงพ่อเป็นแผลในกระเพาะอาหารและจะทำการผ่าตัดหลวงพ่อยังไม่ยอมให้ผ่าตัดแต่จะกลับวัด ทางโรงพยาบาลไม่ยอมให้กลับจนเมื่อร่างการหลวงพ่อไม่ไหวหนังเข้าหลวงพ่อจึงยอมให้ผ่าตัด เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๒๓ เวลา๐๙.๐๐น.จึงนำหลวงพ่อเข้าห้องผ่าตัดผลปรากฏว่าหลวงพ่อเป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ทะลุแผลที่ทะลุนั้นอยู่ตรงถุงน้ำดีและตับอ่อนพอดีไม่สามารถจะตัดต่อลำไส้ได้จึงได้อุดช่องเดิมแล้วลัดตรงข้ามแผลไปออกลำไส้

พอหลวงพ่อฟื้นขึ้นมาอาการก็ยังไม่ดีขึ้นแม้แพทย์พยายามช่วยเหลืออาการก็ยังไม่ดีขึ้นจึงต้องนำเข้าห้องไอ.ซี. ยู. อีกครั้งหนึ่ง และหลวงพ่อก็จากไปด้วยสงบเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๓ เวลา๐๖.๐๐น.

ขอขอบคุณ หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อ