สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก วัดทุ่งเสลี่ยม

amulet.in.th -> ประวัติพระเครื่อง เหรียญ และพระบูชา
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 27 Mar 2009 09:26 pm
เรื่อง: พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก วัดทุ่งเสลี่ยม
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก วัดทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อศิลา องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ที่วัดทุ่งเสลี่ยม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย เป็นพระพุทธรูปหินทรายขาว ศิลปะแบบเขมร เมืองพระนคร ที่มีอิทธิพลทางศิลปะครอบคลุบนครวัด-ลพบุรี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 สูงประมาณ 86 เซนติเมตร ขนาดหน้าตักกว้าง 43 เซนติเมตร

พระพุทธรูปในยุคมีอิทธิพลผสมผสานกันทั้งฝ่ายลัทธิหินยานและพระพุทธรูปลัทธิมหายาน ซึ่งพวกขอมนำเข้ามาแต่ประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะศิลปะแบบนครวัดและบายน ปรากฏตามประชุมศิลาจารึกภาค 2 ว่า ในเมืองละโว้ คือ ลพบุรีการนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิหินยานและลัทธิมหายาน รวมทั้งศาสนาพราหมณ์ด้วย

เมื่อพวกขอมมีอำนาจในแหลมอินโดจีน ตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองยโสธร หรือเมืองพระนครแล้ว ได้แผ่อำนาจเข้ามาถึงลุ่มเจ้าพระยา ตั้งเมืองของอุปราชแห่งหนึ่งอยู่ที่เมืองลพบุรี และตั้งเมืองหน้าด่าน ปกครองดินแดนแถบนอกหลายเมือง ทางเหนือสุดมีเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัย ทางใต้สุดมีเมืองเพชรบุรี ด้วยเหตุที่พบพระพุทธรูปฝีมือช่างขอมเป็นจำนวนมากในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนักโบราณคดีกำหนดพระพุทธรูปสกุลช่างแบบนี้ว่า สมัยลพบุรี ตามนามเมืองอุปราชของขอม
 
ลักษณะพระพุทธรูปที่สำคัญของยุคนี้ คือ

พระเกตุมาลาเป็นต่อมแบบอย่างก้นหอยบ้าง อย่างฝาชีครอบบ้างอย่างมงกุฎเทวรูปบ้าง หรืออย่างเป็นดอกบัวแลเห็นกลีบรวม ๆ บ้าง

สิราภรณ์ (เครื่องสวมพระเศียร) ทำอย่างกะบังหน้าบ้าง มีไรพระศกเสมอ และเป็นเส้นใหญ่กว่าสมัยศรีวิชัย หรือแบบทรงเทริด ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญว่าแบบขนนกบ้าง เส้นพระศกทำอย่างเส้นผมคน ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญวาแบบผมหวีบ้าง เป็นขมวดละเอียดบ้าง หยาบบ้าง พระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน

พระยืนทำอย่างหุ่นคลุมทั้งนั้น พระนั่งทำอย่างห่มคลุมและห่มดองชายสังฆาฏิยาวลงไปจรดพระนาภี ขอบอันตรวาสก (สบง) ข้างบนเผยอเป็นเส้น โดยมากพระกรรณยาวย้อยลงมาจนจรด พระอังสะ พระทรงเครื่องมีฉลองพระศก กำไลแขน และประคด

บัวรองฐานทำทั้งอย่างบัวหงายบัวคว่ำก็มี บัวหงายอย่างเดียวก็มี บัวคว่ำอย่างเดียวก็มี
 
ในช่วงสมัยเมืองพระนคร พระพุทธรูปปางนาคปรกได้รับความนิยมอย่างสูง ตั้งแต่ช่วงศิลปะแบบคลัง แบบบาปวน แบบนครวัด จนถึงแบบบายน โดยเฉพาะในช่วงศิลปะบาปวนและนครวัดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ดังที่ปรากฏเป็นภาพสลักบนทับหลังปรางค์องค์กลางที่ปราสาทหินพิมาย และพระพุทธรูปนาคปรกสัมฤทธิ์ ที่ขุดค้นพบในดินแดนแถบนี้ ซึ่งเป็นศิลปะแบบนครวัด ในขณะที่พระพุทธรูปนาคปรกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบบาปวน

พระพุทธรูปปางนาคปรกมีทั้งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และทำจากหินทรายพบขนาดต่าง ๆ กันไป ใน พ.ศ. 2476 มีการขุดค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกขนาดใหญ่ในปราสาทหลังกลางที่ปราสาทบายนนอกจากนี้ พุทธศิลปะองค์พระที่หล่อด้วยสัมฤทธิ์ก็มีขนาดต่าง ๆ กัน ตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดใหญ่ แต่จะมีพุทธศิลปะแบบเดียวกัน คือพระเนตรใหญ่ กลม ลืมพระเนตร ลำพระองค์เปลือยเปล่า มีลักษณะยิ้มบนพระพักตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะยุคนี้

พระพุทธรูปปางนาคปรกจัดเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่องจากยุคก่อน จะมีทั้งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องและไม่ทรงเครื่อง เครื่องสิราภรณ์มักประกอบด้วยกะบังหน้า มงกุฎรูปกรวยสูงสวมอยู่เหนือพระเกศาถัก กรองพระศอมีอุบะเล็ก ๆ ประดับโดยรอบ บางองค์มีพาหุรัด ทองกร (กำไลข้อมือ) ทองพระบาท (กำไลเท้า) และกุณฑล (ตุ้มหู) ประดับอยู่

พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก ปางสมาธิ ทรงกรองคอ พาหุรัด กุณฑล สวมมงกุฎทรงเทริด องค์นี้มีพุทธลักษณะที่งดงามครบถ้วน เนื้อหินทรายขาวละเอียดหมดจด ไม่มีรอยสนิมหรือคราบใด ๆ เศียรนาค 7 เศียร แบบลพบุรี มีสีชาดทาที่ปากนาค นับเป็นตำหนิอย่างหนึ่ง พระพักตร์ทรงแบบอย่างพระพุทธรูปปางนาคปรก ศิลปะพระนคร ตรงพระอุระเรื่อยลงมาถึงพระนาภีก็มีรอยน้ำ ซึ่งเป็นรอยน้ำที่เกิดจากการจัดงานเฉลิมฉลองแห่พระพุทธรูปศิลาไปรอบ อ.ทุ่งเสลี่ยม เนื่องจากพระพุทธรูปนี้องค์พระแยกออกจากกรากโดยมีเดือยแหลมเสียบไว้กับฐาน เมื่อต้องยกออกไปจึงได้นำเดือยนั้นเสียบไว้กับโอ่งน้ำ จึงทำให้ให้เกิดรอยน้ำนี้ขึ้น นอกจากนี้บริเวณพระชงฆ์ขององค์พระมีรอยขี้ผึ้งซึ่งเป็นรอยเก่า ตำหนิอีกประการอันเป็นเอกลักษณ์ขององค์พระ คือองค์พระไม่สามารถตั้งตรงได้ ต้องใช้ไม้เสียบไว้บริเวณฐานด้านหลังจึงจะสามรถตั้งตรงได้ สำหรับฐานพระเป็นฐานขนดนาคสามชั้น แกะสลักลวดลายไว้อย่างงดงามเช่นกัน มีความกลมกลืนกับองค์พระราวกับว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 27 Mar 2009 09:31 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

ก่อนที่จะมาประดิษฐานที่วัดทุ่งเสลี่ยม เดิมพระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ที่ถ้ำเจ้าราม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

ในถ้ำแห่งนี้มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมกลุ่มหนึ่งมีอาชีพขึ้นมูลค้างคาวขาย ได้ไปพบหลวงพ่อศิลาอยู่ในถ้ำ จึงลงมาบอกชาวบ้านทุ่งเสลี่ยม และวัดทุ่งเสลี่ยมซึ่งในตอนนั้นมีพ่อมา ผิวขาวเป็นผู้ใหญ่บ้าน และหลวงพ่ออภัยเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งเสลี่ยม ซึ่งเป็นวัดเล็ก ๆ สงบเงียบใน ต.ทุ่งเสลี่ยม อ.ท่งเสลี่ยม ทั้งสองท่านได้ปรึกษากันว่าจะไปอัญเชิญพระพุทธรูปศิลาลงมา จึงได้ไปดูและให้ชาวบ้านช่วยกันเอาลงมาแต่ปรากฏว่าไม่มีใครสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปศิลาลงมาจากถ้ำเจ้ารามได้

จนกระทั่งมีชาวบ้านคนหนึ่งได้เดินทางไปบอกให้ครูบาก๋วน วัดแม่ปะหลวง ครูบาตร๋า วัดอุมลอง อ.เถิน จ.ลำปาง ทราบ ทั้งสองท่านจึงได้เดินทางมาที่วัดไปที่ถ้ำเจ้าราม และพร้อมใจกันนำมาจำถ้ำพร้อมกับแท่นรองรับองค์พระ 1 แท่น เล่ากันว่า ในตอนที่หามเอามาครั้งแรกใช้คนยกองค์พระเพียงแต่ 2 คน และคนยกฐาน 1 คน แต่ปรากฏว่าพอเดินพ้นออกมาจากถ้ำน้ำหนักขององค์พระนั้นกลับเพิ่มขึ้นจนกระทั่งคนถึง 6 คนยังเกือบยกไม่ขึ้น ชาวบ้านอัญเชิญหลวงพ่อศิลามาและยกมอบให้ประดิษฐานไว้ที่วัดทุ่งเสลี่ยม และได้กดพิมพ์จำลองพระพุทธรูปศิลาไปไว้ที่วัดแม่ปะหลวง ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง

พระพุทธรูปศิลาประดิษฐานอยู่ที่วัดทุ่งเสลี่ยมตั้งแต่ พ.ศ. 2472 ทุกปีชาวบ้านจะมีการจัดงานสมโภชขึ้นทุกวันขึ้น 3 ค่ำ ถึงวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 เหนือ เดือน 4 ใต้ จนกระทั่งกลายเป็นงานประจำปีของหมู่บ้านทุ่งเสลี่ยมโดยในงานจะมีการนำลิเก มาแสดงเพื่อถวาย ชาวบ้านเชื่อกันว่าหลวงพ่อศิลาชอบลิเก เนื่องจากทุกครั้งที่มีการแสดงจะปรากฏว่าท้องฟ้ามืดครึ้ม และมีค้างคาวพากันออกมาบินวนเวียนอยู่เหนืออุโบสถ ที่หลวงพ่อศิลาประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก หลวงพ่อศิลานับเป็นศูนย์รวมจิตใจของคน อ.ทุ่งเสลี่ยม เป็นความสงบร่มเย็นของพุทธศาสนิกชน เป็นแหล่งพึ่งพิงทางจิตใจของชาวบ้านให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม

ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขของชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมอยู่ได้ไม่นานพระพุทธรูปศิลา ที่ประดิษฐานอยู่ในวัดทุ่งเสลี่ยมเป็นเวลาได้ 48 ปี ก็ถูกโจรกรรม ไปจากพระอุโบสถใหญ่ในคือวันที่ 18 ตุลาคม 2520 โดยที่ชาวบ้านมิทันระแวดระวัง เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องราวผิดศีลธรรมทำนองนี้เกิดขึ้น

พระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก เหลือไว้เพียงความทรงจำแท่นประทับเดิมและภาพถ่าย สำหรับชาวทุ่งเสลี่ยมแล้วนับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ยากจะหาสิ่งใดมาทดแทน ชาวบ้านมิได้นิ่งนอนใจ การติดตามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและพยายามทุกวิถีทาง มีคนบอกว่าองค์พระถูกถ่วงน้ำ ชาวบ้านก็พากันไปงม บางคนบอกว่าฝังอยู่ในดิน ชาวบานก็พากันไปขุดแต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็คว้าน้ำเหลวทั้งสิ้น ทำให้ชาวบ้านเกิดความท้อแม้หมดกำลังใจที่จะติดตาม

กระทั่งมีข่าวมาว่าพระพุทธรูปศิลาไปปรากฏที่จังหวัดตาก แต่เมื่อเดินทางไปหาก็ไม่พบ จากนั้นก็มีข่าวออกมาอีกว่าพระพุทธรูปศิลาอยู่ที่คนใหญ่คนโต ในกรุงเทพฯ ชาวบ้านพยายามที่จะขอเข้าพบ แต่ไม่พึงบังเกิดผล

เวลาล่วงเลยมาเนิ่นนาน ชาวบ้านไม่คาดหวังที่จะได้หลวงพ่อศิลาอันเป็นที่รักเคารพกลับคืนมาอีก ในปี 2538 นิตยสารศิลปะวัฒนธรรม ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2538 หน้า 235 ได้ลงจดหมายจากผู้อ่านจากประเทศอังกฤษ พร้อมรูปพระพุทธรูปศิลา ปางนาคปรก เนื้อความจดหมายบอกว่าได้มีการประมูลขายพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ประเทศอังกฤษ เข้าใจว่าจะเป็นองค์เดียวกับที่สูญหายไปจากวัดทุ่งเสลี่ยม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย

เมื่อชาวบ้านได้อ่านและเห็นภาพถ่ายจึงทราบทันทีว่าเป็นองค์เดียวกับที่สูญหายไปอย่างแน่นอน ความหวังที่จะได้หลวงพ่อกลับคืนมาจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

ประชาชนทุ่งเสลี่ยมได้ทำหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในขณะนั้น ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศริ ดำรงตำแหน่ง รมช.อยู่ ได้เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามทวงคืน

คณะทำงานโดยมีอธิบดีกรมศิลาปากรเป็นประธาน ได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็งเอาจริงเอาจังโดยมี ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล อ.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ให้คำปรึกษาการติดตาม อาศัยหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ ทำให้ทราบว่าพระพุทธรูปศิลาตกอยู่ในความครอบครองของเศรษฐีชาวอเมริกันคนหนึ่ง ร.ต.ท.เชาวรินและคณะทำงานได้ติดต่อเจรจาโดยฝ่ายนายมอริส แคท ทนายความของผู้ครอบครอง เพื่อขอพระพุทธรูปศิลากลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งได้รับคำตอบว่า หากประเทศไทยต้องการได้พระพุทธรูปศิลาคืน จะต้องจ่ายเงินชดเชย 2 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านบาท เนื่องจากผู้ครอบครองพระพุทธรูปศิลาในขณะนั้นได้พระพุทธรูปมาโดยสุจริต โดยได้มาจากการประมูลที่ประเทศอังกฤษประมาณปี ค.ศ.1988 ในราคา 89,420 ปอนด์

เนื่องจากในขณะนั้นมีการเลือกตั้งใหม่ในประทศไทย รัฐบาลชุดใหม่ไม่มี ร.ต.ท.เชาวริน เนื่องจากไม่ได้รับการเลือกตั้ง เงินจำนวนนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยราชการ ทางวัดทุ่งเสลี่ยมเองก็ไม่มีเงินจำนวนมากมายขนาดนั้น แต่มีผู้ใจบุญคือคุณธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านกว่าบาทนี้ให้ หลวงพ่อศิลากลับคืนสู่ประเทศไทย สมใจชาวไทยทั้งประเทศ

ในคืนวันที่ 19 ธันวาคม 2539 นับเป็นคืนที่ประวัติศาสตร์แห่งการอนุรักษ์มรดกไทยต้องจารึกไว้ คืนนั้นกลิ่นอายของความสุขกระจายไปทั่วใบหน้าของชาวบ้านทุ่งเสลี่ยมกว่า 3 คันรถบัส ที่มาเฝ้าคอยการกลับมาของหลวงพ่อศิลา ณ สนามบินดอนเมือง

ความปลื้มปีติยินดีของพุทธศาสนิกชนที่ได้ร่มโพธิ์ร่มไทรกลับคืนมาหลังจากสูญเสียไปกว่า 20 ปี จนหลายคนไม่คาดคิดว่าจะได้รับคืน ส่วนทางวัดโดยมีเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันคือพระอาจารย์สวัสดิ์ ก็เตรียมการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ หลวงพ่อศิลานับเป็นขวัญอันล้ำค่าสำหรับศักราชใหม่ที่ชาวทุ่งเสลี่ยมและชาวไทยทั้งชาติ จะจดจำไปชั่วชีวิต

การกลับมาครั้งนี้จะต้องไม่มีการสูญเสียในครั้งต่อ ๆ ไป เพราะความรักความเคารพ ความหวงแหนทำให้ทุกฝ่ายระแวดระวังรักษามรดกอันทรงคุณค่านี้ โดยจะได้มีการจดทะเบียนเป็นโบราณวัตถุที่กรมศิลปากร นอกจากนี้ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริได้ทำหนังสือน้อมเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อป้องกันการสูญหายอีกทางหนึ่ง ในช่วงต้นแห่งการกลับคืนประเทศไทย ได้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลาไปประดิษฐานไว้ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศสะดวกในการเดินทางไปกราบนมัสการ จากนั้นเคลื่อนย้ายไปประดิษฐานยังวัดทุ่งเสลี่ยม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ตามพระราชกระแสรับสั่งโดยระหว่างเส้นทางได้มีการแวะตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมากราบนมัสการ

ระยะเวลา 20 กว่าปี สำหรับการติดตามพระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก กลับคืนมา คุ้มค่ากับการรอคอยของคนไทยทั้งประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ และประทับรอยลงกั้นบึ้งแห่งความรู้สึกหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษสร้างไว้และควรสืบทอดต่อไปให้นานเท่านาน

amulet.in.th -> ประวัติพระเครื่อง เหรียญ และพระบูชา