พระอาจารย์วราห์ วัดโพธิ์ทอง บางมด
ผู้ตั้ง ข้อความ
ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Jul 2009 04:23 pm
เรื่อง: พระอาจารย์วราห์ วัดโพธิ์ทอง บางมด
ตอบโดยอ้างข้อความ

ประวัติวัดโพธิทอง

ความเป็นมา

วัดโพธิทอง เดิมชื่อว่า วัดทุ่ง สร้างมานานกว่า ๑๐๐ ปี ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า เดิมเป็นที่ของใครและใครเป็นผู้สร้างแต่พอจะสันนิษฐานได้จากการบอกเล่าของ หลวงพ่อโอภาสี (พ.ศ. ๒๔๖๕) ว่าคนในตระกูลบุนนาคเป็นผู้สร้าง ทั้งนี้เพราะตระกูลมีที่นาและสวนอยู่บริเวณนี้ และได้ให้ชาวเขมรที่อพยพมาจาก
กัมพูชา เข้ามาทำไร่ และทำนาอยู่ในละแวกคลองเจ้าคุณ ซึ่งต่อมาได้เรียกคลองนี้ว่าคลองเขมร และที่ตั้งของวัดก็คงตั้งอยู่ปลายสุดของสวนและนาที่ชาวเขมรทำอยู่

ประวัติของวัดตอนต้นๆ นั้น ไม่มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

สถานที่ตั้ววัดโพธิทองในปัจจุบัน
ที่ตั้ง :  อยู่ปลายคลองบางปะแก้ว ติดคลองลัดขี้เหล็กและคลองเจ้าคุณ ณ เลขที่ ๖๗ หมู่ ๔ แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
พื้นที่ของวัด : ปัจจุบันวัดโพธิทองมีพื้นที่ประมาณ ๒๔ ไร่
 ลำดัลเจ้าอาวาส
ก่อนท่จะมีหลักฐานพระราชทานวิสุงคามสีมา ใน   พ.ศ. ๒๔๕๐ นั้น ไม่มีผู้ใดทราบได้เลยว่าใครเป็นเจ้าอาวาสบริหารวัดแห่งนี้   จนกระทั่งมีพระราชทานวิสุงคามสีมา จึงเป็นหลักฐานขึ้นดังนั้น เจ้าอาวาสวัดนี้จึงมีเรียงลำดับดังนี้
๑. พระอธิการจ่าย ชาติภูมิอยู่ท่าเรือพระพุทธบาท เป็นหัวหน้าก่อสร้างอุโบสถ และเสนาสนะเป็นระเบียบเรียบร้อย
๒.พระอธิการโก๋ เป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระอธิการจ่ายต่อมาถูกปล้น จึงย้ายไปอยู่ท่ีวัดสีสุก และมรณภาพที่นั่น
๓.พระอธิการขำ  เป็นอธิการอยู่ขณะหนึ่ง ต่อมาได้ลาสิกขาบท
๔.พระอธิการหลิม ขวัญบัว ชาติภูมิอยู่บ้านบางมด เขตราษฎร์บุรณะ ได้เป็นพระอธิการเมือ่ พ.ศ. ๒๔๖๗ และมรณะภาพ  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๘
๕.พระครูพินิจธรรมคุณ (แจ้ว ขวัญบัว) เป็ฯหลานพระอธิการหลิม เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ และมรณภาพ เมื่อ วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘
๖.พระครูสุวรรณโพธิ (สำราญ โกวิทปญฺโญ) มีชาติภูมิ บ้านเลขที่  ๒๗  หมู่  ๕  ตำบลบางมด เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ และมรณภาพเมื่อ วันที่ ๑๔  มีนาคม ๒๕๔๓
๗. พระครูวิศิษฐ์พิทยาคม (วราห์ ปุญฺญวโร) มีชาติภูมิ บ้านเลขที่  ๗๒๘/๑๘   หมู่ที่ ๒ แขวงบาปะกอก   เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ  ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดโพธิทอง ตั้งแต่วันที่  ๕  พฤษภาคม ๒๕๔๔  -ปัจจุบัน

ประวัติจ้าอาวาสวัดโพธิทององค์ปัจจุบัน

ชื่อ  พระครูวิศิษฎ์พิทยาคม (วราห์ ปุญฺญวโร)
อายุ   ๔๘   ปี (๒๔ พรรษา)
ชาติกาล  วันเสาร์ที่ ๗ ะันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๔
ชาติภูมิ   บ้านเลขที่ ๗๒๘/๑๘  หมู่ที่ ๒ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ  กรุงเทพมหานคร
บิดามารดา  นายสำราญ  - นางมาลี วรลักษกิจ
อุปสมบท  วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ณ อุโบสถวัดโพธิทอง แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร
พระอุปัชฌาย์ พระเทพสิทธิเวที  (สำราญ รตนธมฺโม) วัดนางนอง (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระรัตนกวี)

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 28 Jul 2009 08:17 pm
เรื่อง: ประวัติท่านพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร
ตอบโดยอ้างข้อความ

ความเป็นมาก่อนบวชเป็นพระภิกษุ ของ พระอาจารย์ วราห์  ปุญฺญวโร

พระครูวิศิษฎ์พิทยาคม (วราห์  ปุญฺญวโร)  วัดโพธิทอง แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร วิถีชีวิตบนเส้นทางธรรมใต้ร่มกาสาวพัสตร์ของท่านนั้นกล่าวได้ว่า "ไม่ธรรมดา"

เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าบิดาของท่านเป็นอิสลาม มารดาเป็นชาวพุทธ แม้ว่าบิดาจะมีจิตใจกว้างขวางยินยอมให้มารดานับถือพุทธศาสนาตามศรัทธาสืบไป แต่สำหรับบุตรชายย่อมต้องเป็นอิสลามตามขนบธรรมเนียมประเพณีทางฝ่ายบิดา

เมื่อเป็นอิสลามมิกชนแล้ว โอกาสที่จะได้บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมิได้

แต่ได้เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่น้อมนำให้ชีวิตของพระอาจารย์วราห์  ปุญฺญวโร ต้องหักเหเข้าสู่วิถีแห่งพุทธธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในกาลต่อมา
ปี พ.ศ.๒๕๑๔ เวลานั้น พระอาจารย์วราห์  ปุญฺญวโร  ยังอยู่ในวัยเยาว์ วันหนึ่งท่านได้ล้มป่วยลง และมีอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว บิดามารดาจึงรีบพาไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แพทย์วินิจฉัยโรคแล้วก็ไม่อาจระบุชี้ชัดว่าป่วยไข้ด้วโรคอะไร
อาการของเด็กชายวราห์ ยังคงเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ทั้ง ๆที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ประจำโรงพยาบาลอย่างดีที่สุด

อาการเจ็บไข้ได้ป่วยครั้งนั้น นับว่าหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง ถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา โอกาสจะรอดชีวิตหาแทบไม่เห็น กระทั้งวันต่อมาเด็กชายวราห์ก็มีอาการทรุดลงจนหมดสติ การเต้นของหัวใจอ่อนลงเรื่อยๆ กระทั้งแผ่วหายไป แพทย์พยายามวิ่งวุ่น
พยายามช่วยชีวิตด้วยการปั้มหัวใจอย่างสุดความสามารถ

ในห้วงเวลาที่เด็กชายวราห์สิ้นสติสัมปชัญญะไปแล้ว เกิดนิมิตอันแจ่มชัดว่า ได้มีภิกษุรูปหนึ่งปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า พระภิกษุรูปนั้นมีสง่าราศีผุดผ่องน่าเลื่อมใสศรัทธา บอกกล่าวแก่เด็กชายวราห์ว่า ท่านคือพญานาค นามว่า "พญามุจรินท์นาคราช"
มีบุพกรรมผูกพันกับเด็กชายวราห์หลายภพหลายชาติที่มาปากฏกายให้เห็นครั้งนี้ ก็เพื่อจะบอกว่าให้เปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธ มามกะเสีย ความเจ็บไข้ได้ป่วยที่กำลังรุมเร้าอยู่ก็จะบรรเทาหายไป
ในนิมิตนั้นเด็กชายวราห์ได้แย้งว่า ตนเป็นอิสลามจะหันมานับถือศาสนาไม่ได้เด็ดขาด พระภิกษุก็กล่าวด้วยถ้อยคำที่ชวนสะดุ้งว่า  หากไม่ยอมรับเป็นพุทธมามกะ ก็ไม่มีอะไรมาช่วยชีวิตได้แน่นอน และจะต้องตายจากโลกมนุษย์ไปในเวลาไม่กี่นาทีนี้
เด็กชายวราห์รู้สกตกใจกลัวว่า ตัวเองจะไม่พบหน้าพ่อแม่อีก จึงเอ่ยคำรับรองว่าจะเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแสดงตนเป็นพุทธมามกะต่อไป

พระอาจารย์วราห์  ปุญฺญวโร  ได้เล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า " ก็เป็นเรื่องแปลกนะโยม พออาตมายกมือไหว้พระภิกษุรูปนั้นและรับปากสัญญาว่าจะยอมเป็นพุทธมามกะ นิมิที่เกิดขึ้นก็ดับวูบไป รู้สึกตัวมีสติขึ้นมาทันที เวลานั้นคุณหมอกำลังปั้มหัวใจอยู่
ทราบจากโยมแม่ภายหลังว่าคุณหมอบอกว่าถ้าปั้มหัวใจไม่ได้ผลอีกครั้งจะเลิกกระทำ เพราะไม่ฟื้นแน่ พอคุณหมอปั้มหัวใจปุ๊บ อาตมาก็ลืมตาตื่นปั๊บทันที ทุกคนต่างปิติดีใจกันทุกคน   หลังจากนั้นอาการป่วยไข้ของอาตมาก็ทุเลาบรรเทาลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
อยู่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ ได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน"

หลังจากเด็กชายวราห์หรือพระอาจารย์วราห์  ปุญฺญวโร  ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ท่านได้เล่าเรื่องซึ่งเกิดนิมิตประหลาดให้โยมแม่ฟังโดยละเอียด แต่ก็ยังไม่กล้าบอกโยมพ่อ กลังโยมพ่อจะบันดาลโทสะเข้าไป ในช่วงหลายปีที่เจริญวัยเด็กชายมาเป็นวัยรุ่นและเป็นหนุ่มเต็มตัว ได้เกิดนิมิตติดต่อกับพระภิกษุรูปเดิม หรือพญามุจรินท์นาคราชเป็นประจำ ท่านผู้ทรงศีลในนิมิตได้แสดงธรรมให้ได้รับรู้และให้นำไปปฏิบัติเรื่อยมา ทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งดื่มดำ่ในธรรมกถาแต่ละข้ออย่างเงียบๆ
แต่ก็ไม่อาจแสดงออกนอกหน้าอย่างเปิดเผยได้ เนื่องจากเกรงโยมพ่ออยู่
 
เมื่อเริ่มเป็นหนุ่ม พระภิกษุหรือพญามุจรินท์นาคราชหนึ่งติดต่อกันทางจิตนิมิตได้บอกกับพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร  ชิวิตในเพศฆราวาสของท่านถึงวาระหมดสิ้นแล้วให้ท่านบวชเป็นพระภิกษุเข้ามาเป็นพุทธสาวกรับใช้ในบวรพระพุทธศาสนาเสียเถิด แต่พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร ซึ่งรู้ว่าพึงกระทำมิได้ ก็ขอผลัดผ่อนเรื่อยมา
 
ประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ พระภิกษุพญามุจรินท์นาคราชก็ได้ปรากฏในนิมิตอีก คราวนี้ท่านได้เตือนย้ำว่าถึงเวลาที่สมควรต้องบวชแล้ว เพราะโยมบิดาถึงวาระจะสิ้นอายุแน่นอน การบวชเป็นพระภิกษุผุ้ืรงศีลบำเพ็ญสมณธรรมเป็นกุศลธรรม ทางเดียวที่จะต่ออายุโยมบิดาให้ยืนยาว
ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ในนิมิตนั้นปรากฎสภาพของโยมบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในต่างแดน และพระภิกษุพญามุจรินท์นาคราชยังระบุเอาไว้ชัดเจนว่า วันที่ ๑๓ ธันวาคม ปีนั้น คือวันสิ้นอายุของโยมบิดาทำให้ท่านตื่นตระหนกทุกข์ร้อนอย่างยิ่ง
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรเล่าอีกว่า "เมื่ออาตมารู้เห็นจากนิมิตว่าโยมพ่อจะต้องตายแน่ๆ รู้สึกเดือดร้อนทุกข์ทรมานใจอย่างที่สุด แต่ไม่รู้จะบอกกับใครได้ เพราะเรื่องรู้เห็นจากนิมิตเช่นนี้ไม่มี หลักฐานอะไรมายืนยัน แต่ไม่รู้จะพูดกับใครได้ เพราะเรืองรู้เห็นจากนิมิตเช่นนี้ไม่มี หลักฐานอะไรมายืนยัน พูดกับใครบอกกับใคร เขาคงคิดว่าเราเพ้อเจ้อสติพร่องเข้าทำนอง บ้าๆ บอๆ นั่นแหละ จะขอโยมพ่อ โยมแม่บวชเป็นพระก็ให้ติดขัดคับใจไปเสียทั้งหมด เนื่องจากอยุ่ในสังคมของชาวอิสลาม จึงได้อัดอั้นตันใจอยู่คนเดียวด้วยความห่วงใยโยมพ่อ"

โยมบิดาของพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร มีอาชีพเป็นพนักงานระดับสูง ในเรือเดินสมุทรรับส่งสินค้า ต้องตระเวนท่องทะเลไป ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ออกทะเลแต่ละคราวจะหายไปนานนับเดือนทีเดียว กว่าจะได้กลับมาพักผ่อนช่วงสั้นๆที่บ้าน
 
วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๔ ครอบครัวของพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรได้รับโทรเลขแจ้งว่าโยมบิดาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันนี้ทำให้ทุกคนในครองครัววิปโภคโศกเศร้ากันทั่วหน้า โดยเฉพาะพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร มีความรู้สึกรันทดใจอย่างหนัก  ทั้งนี้ก็เพราะตนเองรู้ทั้งรู้ว่า  มีช่องทางจะต่อชีวิตโยมบิดาได้แต่กลับหมดโอกาสกระทำ ประหนึ่งงอมืองอเท้าปล่อยให้ผู้ให้กำเนิดตายไปต่อหน้าต่อตา หลังจากพิธีศพของโยมบิดาพ้นไปแล้ว พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรก็ยังไม่ได้บวชเนื่องจากเหลือโยมแม่อยู่คนเดียว รวมทั้งมีภาระหน้าที่ต้องช่วยเหลือธุรกิจการงานของครอบครัว กระทั่งภาระทั้งหลายค่อยๆ ผ่อนเพลาลง จึงได้ตัดสินใจเด็ดขาดขอลาเพศฆาราวาสเข้าสู่สมณเพศในวันที่ ๖ กรกฏาคม ๒๕๒๘  อันเป็นอุปสมบท ณ วัดโพธิทอง แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร โดยมีพระรัตนกวี วัดนางนอง เนพระอุปัชฌาย์
พรรษาแรกท่านศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างคร่ำเคร่งที่วัดโพธิทอง พร้อมๆกับปฏิบัติพระกรรมฐานไปด้วย ล่วงเข้าพรรษาที่ ๒ ท่านเห็นว่าการเจริญภาวนาที่วัดซึ่งมีญาติโยมค่อนข้างพลุกพล่านไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติทางจิตให้ลุล่วงไปสู่ระดับสูงได้จึงขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ออกเดินธุดงค์พร้อมกับสหธรรมมิก พระลูกศิษย์อีกรูปหนึ่ง พระอุปัชฌาย์ก็อนุญาต

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 28 Jul 2009 08:21 pm
เรื่อง: ประสบการณ์เดินธุดงค์
ตอบโดยอ้างข้อความ

ประสบการณ์เดินธุดงค์

พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรกับเพื่อนสหธรรมิกออกจากวัดโพธิทอง บางมด จาริกธุดงค์มุ่งสู่ภาคใต้ไม่เร่งร้อน ในแต่ละวันจะเดินกันไปเรื่อยๆ เย็นย่ำสนธยาใกล้เวลาวิกาลเมื่อใดก็จะหยุดปักกลดเจริญสมาธิภาวนาเกือบตลอดคืน
 
ครั้นได้อรุณพระธุดงค์หนุ่มทั้งสองรูปจะออกไปบิณฑบาตโปรดสัตว์ ได้ภัตตาหารอย่างไรก็ฉันอย่างนั้น เพียงเพื่อประทังชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันหนึ่งๆ
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร กล่าวถึงการจาริกธุดงค์ครั้งแรกในสมณเพศว่า เป็นประสบการณ์ที่มีคุณประโยชน์แก่ตนเองอย่างเอกอุ เพราะเป็นการทดสอบความอดทนความไม่หวั่นไหวต่อการตรากตรำอย่างหนัก เป็นการฝึกให้มีสติทุกอริยาบถทำให้รู้ตัวทั้วพร้อมไม่ว่าจะเป็นเวลาลืมตาตื่นหรือเวลานอนหลับ คือการหลับอย่างมีสติ ขณะที่จาริกผ่านภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมซึ่งยึดถือเส้นทางอันห่างไกลชุมชนที่เจริญ โดยเฉพาะบางเส้นทางเป็นป่่าเขาลำเนาไพรไม่มีหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของผู้คน ทำให้ได้พบสถานที่สัปปายะเหมาะสมต่อการบำเพ็ญ เพียรเจริณสมาธิภาวนาอย่างยิ่ง และเป็นการขูดเกลากิเลสให้เบาบางลงไปอย่างได้ผล
 
เมื่อพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร และพระเพื่อนบรรลุสู่แดนใต้ไปถึงจังหวัดยะลา ท่านได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะได้พบกล่าวคือขณะปักกลดอยู่ชายป่าแห่งหนึ่ง โดยแยกปักกลดห่างไกลพอสมควร ขณะที่เดินดูพื้นที่สำหรับเดินจงกรมท่านก็พบงูเหลือมขนาดใหญ่อย่างน่าพรั่งพรึง กำลังม้วนลำตัวรัดลิงป่าตัวหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างขนาดเด็กอายุ ๑๑-๑๒  ขวบ ลิงนั้นยังไม่ตายและตะเกียกตะกายสู้สุดฤทธิ์ แม้ลิงจะต่อสู้อย่างไร ก็คงเอาตัวไม่รอดแน่ เพราะขนาดลำตัวยาวเหยียดและใหญ่โตของงูเหลือมม้วนกระหวัดรัดแน่นเข้าทุกที
 
"อาตมาเดินเข้าไปจนใกล้ เห็นนัยน์ตาของลิงป่าตื่นกลัวสุดขีด และมองมาที่อาตมาเหมือนกับร้องขอให้ช่วยชีวิตมันด้วย" พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร เล่าถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้าครั้งนั้นต่อไปว่า "อาตมาเกิดความเวทนาสงสารลิงป่าตัวนั้นจับจิต แต่ไม่รู้จะช่วยให้มันรอดตายได้อย่างไร พร้อมกันนั้นก็เกิดความสลดสังเวชที่เห็ฯสัตว็โลกต้องเบีัยดเบียนชีวิตเลือดเนื้อกันและกัน เพราะความอดอยากหิวโหยโดยแท้ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าการก่อเวรสร้างกรรมเช่นนี้ คือการสืบต่อกฏแห่งกรรมไม่มีวันจบสิ้นลงไปได้
เมื่ออาตมาไม่มีทางอื่นจะช่วยชีวิตลิง เพราะตัวเองเป็นพระสงฆ์ จึงตั้งจิตอธิษฐานแผ่เมตตาไปที่งูเหลือมว่า อาตมาขอบิณฑบาตชีวิตลิงเอาไว้สักครั้งเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย หากงูเหลือมเคยมีเวรกรรมผูกพันกับอาตมาไม่ว่าชาติใดภพใดอาตมายินดีที่จะมอบกายสังขารนี้อุทิศให้เป็นอาหารแทนลิงตัวนั้น โดยยินยอมพร้อมใจทุกอย่าง จะไม่ถือโทษโกรธตอบ และจะอโหสิกรรมให้ทั้งหมด
 
"ก็น่าแปลกนะโยม งูเหลือมใหญ่มากตัวนั้นค่อยๆ คลายลำตัวของเขาที่รัดลิงป่าออก จนประทั้งลิงป่าหลุดจากวงรัดเป็นอิสระแล้ว ตะกุยตะกายวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ไป ส่วนงูเหลือมจ้องมองที่อาตมาเขม็ง ซึ่งอาตมาก็ไม่ถอยหนีเหมือนกัน คิดว่าเราให้สัจจะแกเขาแล้ว ถึงจะถูกเขาเข้ามารัดจนตาย ก็ขอยอมตายอย่างสงบ งูเหลือมตัวนั้นไม่ได้ทำอันตรายอาตมาแม้แต่น้อย เขาจ้องมองอาตมาอยู่ครู่หนึ่ง ก็เลื้อยหายเข้าไปในป่าทึบ"
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร เล่าถึงประสบการณ์ธุดงค์ครั้งแรกต่อไปอีกว่า ในระหว่างที่ท่านบำเพ็ญเพียรสมณธรรมตามสถานที่สงบสงัด พระภิกษุพญามุจรินท์นาคราชได้มาปรากฏในนิมิตหลายครั้ง เพื่อแนะนำแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐานให้ถูกทางและชี้แนะข้อธรรมซึ่งติดขัดจนปลอดโปร่งหายสงสัย

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 28 Jul 2009 08:23 pm
เรื่อง: ศึกษาวิชาหยั่งรู้ชะตากรรม
ตอบโดยอ้างข้อความ

ศึกษาวิชาหยั่งรู้ชะตากรรม

ก่อนเข้าพรรษา พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร กับพระเพื่อนได้เดินธุดงค์กลับจากภาคใต้คือสู่่วัดโพธิทอง ที่บางมด เพื่อจำพรรษาที่ ๒ ณ อารามเดิม
 
การกลับมาจำพรรณาที่วัดโพธิทอง พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร ทำนายทักทายชะตาชีวิตของญาติโยมที่มาหาอย่างไม่จริงจังนัก แต่การทำนายอนาคตของญาติโยมแต่ละคนได้อย่างไม่จริงจังนัก แต่การทำนายอนาคตของญาติโยมแต่ละคนได้สร้างความเชื่อถือฮือฮาขึ้นมาอย่างเงีียบๆ และขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว เพระาทุกคนต่างประจักษ์ว่าคำทำนายของท่านแม่นยำไม่ผิดพลาด
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรสมัยเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส ตราบกระทั่งเจ้าพิธีอุปสมบทเป็นพระนวกะภิกขุ ไม่เคยแสดงท่าทีว่ามความชอบในวิชาโหราศาสตร์ ถึงกับหาตำรามาศึกษาเล่าเรียนแต่อย่างไร หลังจากจาริกธุดงค์กลับมาแล้ว ท่านกลับสนใจในการทำนายทายทักโชคชะตาราศีให้แก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ
 
ในเรื่องนี้พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโรได้เล่าให้ฟังสั้น ๆ ว่า ในระหว่างการเดินทางธุดงค์นั้น ท่านได้ทราบถึงอดีตชาติ ซึ่งข้ามภพชาติหลายต่อหลายชาติมาแล้วว่า ท่านเคยกำเนิดเกิดในอัตภาพของพญานาค อีกทั้งยังเคยทำบุญสร้างกุศลร่วมกับพระภิกขุพญามุจรินท์นาคราช  เหตุด้วยมีวาสนาบุพกรรมผูกพันกันดังกล่าว จึงทำให้พระภิกขุพญามัจุรินท์นาคราชปรากฏให้เห็นในนิมิต และชี้แนะให้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นอิสลามิกชน อีกทั้งยังคอยอุปถัมภ์ ค้ำจุนจากเบื้องบนตลอดมา แม้แต่วิชาทำนายทายทักอาตมาก็ได้รับการสั่งสอนมาจากท่านมุจรินท์นาคราช
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร "ตอนแรกๆ อาตมาก็ไม่เห็ฯมีปนะดยชน์มากมายอะไร ตราบกระทั้งปัจจุบันนี้ถึงได้เห็นคุณประโยชน์ของวิชานี้ ที่ทำให้อาตมามีกำลังทำนุบำรุงพุทธศาสนา โดยทางก่อสร้างศาสนสถานภายในวัดโพธิทอง ดังที่รู้เห็นกันอยู่นี้ซึ่งศาสนสถานหลายแห่งสำเร็จเสร็จสมบูรณืไปแล้ว และระหว่างที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ย่อมเป็นประโยชน์ แก่พุทธบริษัท ญาติโยม  อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจน พระเณรจะได้ประกอบกิจของพระพุทธศาสนาสืบไปอีกหลายชั่วอายุคน"

การทำนายชะตาชีวิตของผู้อื่น  ซึ่งพระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร  ถือเป็นการสงคราะห็ญาติโยมทางหนึ่งนั้น เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ เมือ่รู้ว่าผู้ใดกำลังจะมีโชคลาภ  อันเป็นปัจจัยแห่งกรรมดีในอดีตของเขากำลังให้ผล ท่านก็จะเตือนสติมิให้ตั้งอยู่ในความประมาทได้ทรัพย์หรือประสบความสำเร็จในกิจการใดๆแล้วไม่ควรปีติลิงโลดจนเกนการณ์ ต้องรู้จักรักษาทรัพย์ รู้จักใช้ทรัพย์ อันได้มานั้นด้วยความละเอียดรอบคอบ ให้ตั้งใจประกอบแต่กรรมดีสร้างกุศลเพื่อเป็นผลบุญอันจะเป็นปัจจัยของตนสืบต่อไปอีก

สำหรับผู้ที่กำลังมีทุกข์โศกโรคภัย ซึ่งเป็นผลแห่งอกุศลกรรมในอดีตเวียนมาถึง ท่่านก็จะบอกวกล่าวแนะนำให้รู้ตัวล่วงหน้า ส่วนวิธีแก้ไขอันสำคัญนั้นต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลแน่วแน่ในการสร้างกรรมดีทั้งหลายเอาไว้ให้จงหนัก พลังแห่งการกระทำกรรมดีไม่ละเมิดศีลจะเป็นปัจจับเกื้อหนุนให้เคราะห์ร้ายทั้งปวงอ่อนกำลังลงหรือทำให้มีผลไม่กราดเกรี้ยวอย่างที่ควรจะเป็น
 
พระอาจารย์วราห์ ปุญฺญวโร เป็นที่พึ่งทางใจของพุทธศาสนิกชน ทุกวันนี้กุฏิของท่านหัวกระไดไม่เคยแห้ง และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า ท่านสามารถสร้างศาสนสถานด้วยเงินจากศรัทธาของประชาชนนับร้อยล้านอย่างเหลือเชื่อ