สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย

amulet.in.th -> ศาสตร์มืด - คุณไสย
ผู้ตั้ง ข้อความ
ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 05 Aug 2009 02:07 pm
เรื่อง: เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย
ตอบโดยอ้างข้อความ

เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย

คุณไสยเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยความตายและความโชคร้ายของฝ่ายตรงข้าม

ไม่มีใครรู้ว่า คุณไสยนั้นมีจริงหรือไม่

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่มีใครกล้าที่จะลองดีเช่นกัน

กล่าวกันว่า เรื่องราวของคุณไสยนั้นมีมานานแล้ว นับตั้งแต่โบราณกาล และมีอยู่ทั่วโลกไม่เฉพาะแต่ในเมืองไทยเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณไสยต่าง ๆ ก็มีที่มาคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะของในเอเชีย และแอฟริกา

สำหรับคุณไสยของคนแอฟริกันนั้น เป็นพิธีการของลัทธิ " วูดู " ที่พวกหมอผีนิยมมาใช้เพื่อบังคับคนในเผ่าให้อยู่ในโอวาทหรือใช้วิชาไสยดำอันนี้ไปพิฆาตศัตรูที่อยู่ต่างเผ่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีปั้นรูปขึ้นมา แล้วเอาเศษเสื้อผ้า ผม เล็บ หรือแม้แต่เลือด อย่างใดอย่างหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามใส่เข้าไปในหุ่น แล้วทำพิธีบวงสรวง ก่อนที่จะทำร้ายหุ่นด้วยการแทงลงไปบนส่วนต่าง ๆของร่างกาย หรือแม้แต่นำไปย่างไฟ ก็จะทำให้คนที่โดนคุณไสยได้รับความเจ็บปวดทุกขเวทนาแสนสาหัส

สำหรับคุณไสยในเอเชีย นั้น แพร่หลายในแถบลุมอินโดจีน ที่มีชื่อเสียงและหวาดกลัวกันมาก ก็คือ " คุณไสยของเขมร " และ " คุณไสยของมาเลเซีย " หรือคุณไสยมลายูที่เราเรียกันว่า " หมอแขก " นั่นเองมีผู้รู้ในเรื่องเกี่ยวกับคุณไสยกล่าวว่า คุณไสยของเขมรนั้นที่โด่งดังที่สุด ก็คือ เสกเนื้อหรือหนังควายเข้าไปอยู่ในท้อง ทำให้คนที่โดนคุณไสยรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก ในขณะที่คุณไสยมาเลเซีย จะครบเครื่องทั้งเรื่องหนังและกระดูก ไปจนถึงการบังคับวิญญาณผีที่ดุร้ายให้เข้าไปสิงอยู่ในร่างคน

อับดุล กาเซร์ ราฮิม หมอผีชาวปะลิส มาเลเซีย เคยกล่าวเอาไว้ในหนังสือฉบับหนึ่งว่า การทำคุณไสยในมาเลเซียนั้น ถ้าหากไม่โกรธแค้นกันอย่างจริงจังแล้ว มักจะไม่ทำกัน เพราะว่าเมื่อเสกของเข้าไปแล้วจะแก้ยาก อีกทั้งคนที่โดนคุณไสยส่วนใหญ่มักจะไม่รอด

ในขณะเดียวกัน อาจารย์ฟาติมะ มหารัตน์ หมอผีชื่อดังชาวไทยอีกคนหนึ่งซึ่งศึกษเรื่องเกี่ยวกับคุณไสยมลายูมาอย่างช่ำชอง จนได้ชื่อว่าเป็นหมอแขกเพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากที่สุด ได้กล่าวถึงเรื่องราวของการทำคุณไสยเอาไว้ว่าคนที่โดนวิญญาณจากการทำคุณไสยของหมอผีชาวมาเลเซีย ถ้าหากโดนผีเข้าสิงก็จะมีนิสัยดุร้าย ชอบทำร้ายคนอื่นเหมือนกับคลุ้มคลั่ง บางทีก็ชอบกินเนื้อหรืออาหารสด ๆ คาว ๆ โดยเฉพาะเลือด
เนื่องจากว่าถ้าหากไม่กินของเหล่านี้เข้าไป วิญญาณที่สิงอยู่ในกายก็จะกินตับไตของตัวเองแทน จนโทรมและเน่าตายไปในที่สุด

ส่วนคุณไสยในประเทศไทยนั้น แบ่งออกเป็นหลายเพราะได้รับอิทธิมาจากต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากหมอผีไทยไม่ใคร่นิยมทำของกันมากนักนอกจากเล่นวิชาผีบังคับวิญญาณอย่างเดียว

วิชาคุณไสยที่แพร่หลายอยู่ในหมอผีชาวไทยและได้รับความเชื่อเรียกใช้มากที่สุด จะเป็นคุณไสยสายที่ได้รับอิทธพล มาจากเขมร เนื่องจากคุณไสยสายนี้มีทั้งดีและทั้งร้าย ไม่เหมือนคุณไสยของมาเลเซีย กับ อินโดนีเซียที่ส่วนมากจะเล่นกันถึงตาย และมีไว้สำหรับฆ่าคนเท่านั้นแต่คุณไสยของเขมรซึ่งแพร่หลายเข้ามาทางกลุ่มของชาวส่วย ที่มีอาชีพเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์นั้น แบ่งแยกออกอีกหลายวิชา ไม่ว่าจะทำให้คนบ้า หรือว่าฝังรูป ฝังรอย ทำให้คนรักคนหลง หรือแม้แต่ทำให้ผัวเมียแตกแยกเลิกร้างกัน ดังนั้นจึงทำให้คุณไสยสายนี้ได้รับความนิยมและมีคนเรียกใช้แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย

กล่าวกันว่า บรรดาผู้ที่ร่ำเรียนวิชาคุณไสยนั้น จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนกับผู้อื่น กล่าวคือ สมาธิจะต้องแน่วแน่ มีพลังจิตสูง

" พวกที่เล่นไสยศาตร์จะต้องนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ตอนเช้ากับหลังจากตื่นนอน หรือเมื่อพิธีใหญ่ ๆ ก็อาจจะต้องเพิ่มรอบมิดเดย์ มิดไนท์ และต้องถือศีลอย่างเคร่งครัด "อนัตตา นักเขียนผู้ร่ำเรียวิชาทางด้านวิทยาศาตร์ แต่หันมาสนใจเกี่ยวกับไสยศาสตร์ ลงทุนหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันกล่าวเอาไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่ง โดยแยกแยะเอาไว้อีกว่า ไสยศาตร์นั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ " ไสยดำ " กับ " ไสยขาว "

คนที่เรียน " ไสยดำ " มานั้นส่วนใหญ่จะเอาวิชาที่ร่ำเรียนมาใช้พิฆาตฝ่ายตรงข้ามและทำตนเป็นคนนอกศาสนา ไม่นับถือสิ่งใดนอกจากครูผู้ประสิทธิ์วิชาให้ คนพวกนี้มีทั้งวิชาที่จะเล่นงานเขาและแก้คุณไสยด้วยตัวเอง

ในขณะเดียวกัน คนที่เล่นคุณไสยประเภท " ไสยขาว " ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้กำลังสำหรับแก้ไสยดำนั้น จะเป็นผู้ที่ถือศีลอย่างเคร่งครัดและไม่นิยมเสกของไปเล่นงานใคร นอกจากส่งของนั้นกลับไปให้เจ้าของเดิมผู้ที่ส่งมา ด้วยเกรงว่าถ้าหากใช้อวิชชา ไปเล่นงานเขาแล้ว วิชาของตัวเองจะเสื่อมความแตกต่างของผู้ที่เล่นวิชาไสยศาสตร์ 2 แขนงนี้ ก็คือ คนที่เล่นไสยดำจะหน้าตาหมองคล้ำ ไม่มีราศี ผิดกับผู้ที่เล่นวิชา ไสยขาว สำหรับแก้คุณ ซึ่งหน้าตาอิ่มเอิบ ผ่องใส เพราะไม่มีจิตใจไปหมกมุ่นในอวิชชา อีกทั้งต้องทำบุญทำทาน อุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณร้ายที่ไล่ออกไปจากคนที่ถูกไสยดำเล่นงานอยู่เสมอ

คนที่มีวิชาไสยดำ และ มีวิชาอาคมแก่กล้า กล่าวกันว่าจะมีสีหน้าที่ดำเป็นแถบ ๆ พูดจาเลอะเลือน ไม่ค่อยรู้เรื่อง จนถึงขั้นคล้ายกับวิกลจริตในที่สุด

" คนพวกนี้จะต้องปล่อยของทุกวันพระใครที่ไม่ปล่อยออกจากตัว เก็บสะสมเอาไว้นอกจากเอาไปชิงโชคที่ไหนไม่ได้แล้วอาจจะทำให้เป็นผีปอบได้ " ฟาติมะ มหารัตน์ หมอผีชื่อดังสายมลายูบอกดังนั้น พวกไสยดำทั้งหลาย จึงจำเป็นที่จะต้องปล่อยของไปตามลมเพลมพัด เพื่อขจัดสิ่งที่เกินอำนาจการควบคุมของตนเอง ออกไป เพราะฉะนั้นใครที่เดินอยู่ดี ๆ และ ถึงทีคราวซวยไปรับเอาของที่หมอผีปล่อยมา ก็ต้องมาหาวิธีแก้กันต่อไป

ว่ากันว่าของที่ปล่อยออกไปนั้น อยู่นอกเหนืออำนาจของหมอผีที่จะควบคุมได้ เนื่องจากคุณไสยเหล่านี้มีพลังที่กล้าแกร่งมาก ถึงขนาดถ้าปะทะกิ่งไม้ ก็จะหักเป็นทาง หล่นบนหลังคาบ้านใครก็จะได้ยินเสียงโครมคราม

ดังนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยโบราณถึงได้ห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าร้องทัก ถ้าหากได้ยินเสียงประหลาดต่าง ๆ เพราะจะทำให้ของที่ปล่อยมาเข้าตัวได้ง่าย

ข้อสำคัญคืออย่าตกใจ ทำจิตให้สงบ เพราะคนที่โดนคุณไสยเล่นงานนั้น ส่วนมากจะเป็นคนที่ดวงตก หรือไม่ก็ถึงคราวที่กรรมเก่าตามสนองเท่านั้นซึ่งสำหรับข้อนี้ มีวิธีแก้เคล็ดที่นิยมทำกันมากในสมัยสุโขทัย คือ

" ให้ปั้นรูปปั้นของผู้เคราะห์ร้ายหรือใครที่ดวงตก เป็นตุ๊กตา ตัวเล็ก ๆ  แล้วนำไปทุบหัวทิ้งตามทางสามแพร่งในเวลาโพล้เพล้ เพื่อให้ต๊กตารับเคราะห์แทน หรือแม้แต่เวลาผู้หญิงคนไหนจะคลอดลูก ในสมัยนั้นก็จะปั้นตุ๊กตารูปผู้หญิงอุ้มลูกไปทุบหัวทิ้งเช่นกัน "คุณไสยในเมืองไทยเท่าที่ทราบมานั้นสามารถแบ่งออกไป 2 ชนิด คือ การทำเสน่ห์ และ การทำร้ายชีวิตของผู้อื่น

อย่างแรกหมายถึงทำให้ใครก็ได้หลงรักจนหัวปักหัวปำ ซึ่งในประเภทนี้จะไม่ค่อยเป็นอันตรายเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ที่ต้องการทำของทำลงไปด้วยความรัก ไม่ได้ต้องการให้ถึงแก่ชีวิตผิดกับอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งจะต้องตายหรือไม่ก็พินาศกันไปข้างหนึ่ง

สำหรับการทำเสน่ห์ให้หลงรักนี้ แบ่งออกได้ 2 วิธี

คือ 1. การฝังรูปฝังรอย  2. การทำเสน่ห์ยาแฝด

การฝังรูปฝังรอย นั้นเป็นกรรมวิธีที่ทำกันมาตั้งแต่โบราณโดยการปั้นหุ่นขึ้นมา 2 ตัว เป็นผู้หญิง กับ ผู้ชาย โดยใช้ดินจากเจ็ดป่า มาผสมกัน การฝังรูปฝังรอยที่จะทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายรักกันนั้น เขาจะปั้นรูปเรียบร้อยตามวิธีการแล้วจะเอาหุ่น 2 ตัวหันหน้าชนกัน.............................................................................( ขออนุญาติ ไม่ลงรายละเอียด เพราะเปรียบเหมือนดาบ 2 คม )

ในทางกลับกัน ถ้าหากอยากให้ผัวเมียคู่นั้นเลิกร้างกันไป นำหุ่นนั้นมาประกบ โดยหันหลังให้กัน

ซึ่งในการปั้นหุ่นเสกคุณไสยนี้ สามารถที่จะทำให้คนที่โดนของคลุ้มคลั่งถึงกับเป็นบ้าได้การทำเสน่ห์เล่ห์กลอีกอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายรักกัน ก็คือ การทำเสน่ห์ยาแฝด ด้วยการใช้น้ำมันพรายไปป้ายตามเนื้อตัวของฝ่ายตรงข้าม แต่ในปัจจุบัน นี้การใช้น้ำมันพรายไม่ใคร่นิยมกันมากนัก เนื่องจากเป็นวิธีง่าย ๆ และแก้ได้ไม่ยากนัก เพราะติดอยู่ที่ผิวหนังเมื่อรดน้ำมนต์หลาย ๆครั้ง ก็จะสามารถแก้ได้ในที่สุด

ที่สำคัญเดี๋ยวนี้หมอผีไม่สามารถที่จะหาน้ำมันพรายมาปลุกเสกได้ง่าย  ๆ อย่างแต่ก่อน เพราะปัจจุบันนี้ชาวบ้านนิยมเผาศพเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นำศพ ไปฝังในป่าช้าอย่างที่แล้วมา ทำให้ไม่สามารถ ลนน้ำมันพรายได้ นอกจากน้ำเหลืองศพแต่ถึงอย่างไรก็ตาม กรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งของการใช้เสน่ห์ ยาแฝด ก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมหายไปไหน นั่นก็คือการใช้ผงกระดูกผีมาเรียกวิญญาณเข้าสิง หรือใช้.....กับ.......มาผสมและปลุกเสกเข้าด้วยกัน แล้วนำของเหล่านั้นไปให้ฝ่ายตรงข้ามรับประทาน

ซึ่งว่ากันว่า กรรมวิธีนี้เป็นการควบคุมวิญญาณ ที่โหดเหี้ยมที่สุดซึ่งส่วนใหญ่เมื่อคุณไสยถูกแก้กลับไป ผู้ที่โดนของประเภทนี้มักมีอาการเศร้าซึมและสติเลอะเลือนไปชั่วชีวิต เนื่องจากจิตที่ปกตินั้นถูกควบคุมนานเกินไป

 

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 05 Aug 2009 02:17 pm
เรื่อง: เผยเคล็ดลับ วิธีทำและวิธีแก้คุณไสย...มนต์ดำแห่งความตาย
ตอบโดยอ้างข้อความ

คุณไสยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะนำมากล่าวในที่นี้ด้วย นั่นก็คือคุณไสยที่ใช้ไปทำร้ายชีวิตผู้อื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นสุดยอดของวิชาไสยดำทั้งหมด เพราะสามารถใช้พลังจิตบังคับให้กระทำได้ แม้ว่าจะอยู่ในระยะห่างไกลแค่ไหนก็ตาม โดยมีวิธีการและเรียกชื่อต่างกันออกไป ตั้งแต่ บิดไส้ บังฟัน หรือเสกเนื้อ เสกหนังควายเข้าท้อง

การทำ บังฟัน นั้นเป็นไสยดำที่ต้องใช้หุ่นมาเป็นส่วนประกอบเหมือนกับการทำเสน่ห์ยาแฝด เพียงแต่ว่าทำขึ้นมาเฉพาะคนที่ต้องการทำร้าย เขียนวันเดือนปีเกิดลงไปและเอา....... แม้แต่.......นั้นใส่เข้าไปในตัวหุ่นแล้วลงคาถากำกับ จากนั้นจึงมาฟันด้วยดาบไม้ เพื่อให้คนที่โดนทำของเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนกว่าจะตาย

การบิดไส้ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าเวลที่ว่าคาถากำกับไปนั้น หมอผีจะทำการบีบตัวหุ่นในกำมือหรือไม่ก็บิดไปบิดมาทำให้ผู้ที่โดนของ โดนคาถา เจ็บปวดท้องไส้เหมือนมีใครมาบิดลำไส้นั่นเอง

อีกวิธีหนึ่งของการบิดไส้ ทำได้ด้วยการเสกของเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นตะปู ไม้แหลม หรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น ปลิง แมลงป่อง ตะขาบ เป็นต้น โดยของเหล่านี้ถูกเสกให้เล็กลงแล้วปล่อยให้ลอยไปตามสายลม จนกว่าจะถึงตัวผู้รับแล้วเข้าไปฝังอยู่ในท้อง ทำให้อึดอัดทรมาน ถ้าแก้ไม่ทันก็อาจจะถึงชีวิตได้เช่นกัน
การทำคุณไสยอีกอย่างหนึ่งซึ่งขึ้นชื่อมาก ในกลุ่มเขมรล่างคือชาวส่วยในจังหวัดสุรินทร์ นั่นก็คือการเสกเนื้อหรือหนังควายเข้าท้องคน ซึ่งผู้ที่จะทำได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตแก่กล้า หรือว่าอาคมกล้าแข็ง เพราะการเสกเนื้อเสกหนังเข้าท้องนี้ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของวิชาไสยดำทีเดียว

ในขั้นแรกนั้น จะต้องมีการปั้นหุ่นเหมือนการทำพิธีที่ผ่านมา ซึ่งได้กล่าวมาแล้วเพื่อกำกับคาถา ก่อนที่จะใช้พลังจิตเพ่งบังคับจนเนื้อหรือหนังควายย่อขนาดลงเท่ากับเมล็ดงา จากนั้นจึงผลักดันออกไปในอากาศ ด้วยวิชาและพลังจิตที่แกร่งกล้าส่งไปยังสถานที่ซึ่งต้องการ และนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งซึ่งคนโบราณมักจะเตือนลูกหลานว่า อย่าร้องทักเมื่อได้ยินอะไรตกลงมาบนหลังคา เพราะว่าของนั้นอาจจะเป็นคุณไสยที่ใครปล่อยมา หรือว่าเสกให้ลอยไปทำร้ายใคร ซึ่งมันอาจจะสามารถแทรกเข้าไปได้ในทันทีที่มีคนร้องทัก

อาจารย์ไสยศาตร์ชาวเวียตนามท่านหนึ่ง เคยสาธิตวิธี การเสกหนังควายเข้าท้องคนให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยเริ่มแรกอาจารย์จะให้ศิษย์เอาไหใบเล็ก ไปซ่อนไว้ในสถานที่มิดชิด ปิดฝาไว้ และมีคนเฝ้าเป็นอย่างดี

กรรมวิธีต่อมาอาจารย์ท่านนั้น ก็เอาหนังควายที่แล่มาจากควายทั้งตัว ( มีหางติดอยู่ด้วย ) มานั่งบริกรรมคาถาพร้อมกับเอาแส้ฟาดไปเรื่อยแล้วสิ่งที่เหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้นแก่สายตาของทุกคนที่ได้เห็นในวันนั้น เมื่อหนังควายค่อยๆ ย่อขนาดลงทีละน้อย ๆ จนกระทั่งเหลือเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่า ก็คือว่าในที่สุดหนังควายชิ้นนั้นก็หายไปกับอากาศธาตุไม่มีใครทราบและเห็นว่ามันหายไปไหนและหายไปได้อย่างไร

จนกระทั่งในเวลาต่อมา อาจารย์ท่านดังกล่าวก็ให้ลูกศิษย์ไปเอาไหใบที่ซ่อนไว้ในตอนแรกออกมา พอเปิดออกก็พบว่ามีหนังควายซุกอยู่ในแผ่นเบ้อเริ่ม สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนกันยกใหญ่เล่ากันว่า   ถ้าหากจะปล่อยหนังควายที่ปลุกเสกแล้วให้อันตรานไปเข้าท้องใคร  ตัวอาจารย์ก็จะเพ่งกระแสจิตที่แกร่งกล้าไปยังทิศทางที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่ และทันทีที่เขากินอะไรเข้าไ หนังควายก็จะถือโอกาสนั้นแทรกเข้าไปอยู่ในท้อง ทำให้รู้สึกจุกเสียดแน่นท้อง จนหายใจไม่ออก อึดอัดและก็ตายไปในที่สุด

ศพของคนที่ตายด้วยคุณไสยชนิดนี้ จะมีท้องที่บวมผิดปกติ และหนังควายที่ปลุกเสกมานี้ เมื่อเผาไฟจะไม่ไหม้ แม้ว่าศพของคนตายจะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปแล้วก็ตามแต่หนังควายก็ยังคงอยู่

ที่สำคัญ คนที่เล่นคุณไสยเชื่อกันว่า หนังควายที่ไม่ไหม้ไฟนี่แหละ ถ้าหากใครนำมากินก็จะสามารถกันคุณไสยทุกชนิดได้ตลอดชีวิตเลยทีเดียวส่วนคุณไสยประเภทเข็ม หรือตะปูเจ็ดป่าช้านั้น มีการเสกเข้าท้องหรือเนื้อตัวของคนได้ด้วยการใช้น้ำมันจันทน์ช่วย

คนที่โดนคุณไสยชนิดนี้ จะมีอาการเจ็บปวดเฉพาะที่โดยของพวกนี้จะวิ่งไปตามร่างกายคล้ายกับพยาธิตัวจี๊ด คนที่โดนของจะรู้สึกหงุดหงิด รำคาญ บางคนก็พาลไม่ยอมกินข้าวปลา จะตายเร็วตายช้าขึ้นอยู่ทีว่าคนบงการมาอย่างไร แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่เกิน 15 วัน ยกเว้นคนที่ดวงแข็งจริง ๆ ก็อาจจะทนได้เป็นปี ถ้าหากโชคดีไปเจอพวกที่เล่นไสยขาวเก่ง ๆ เข้า ก็จะสามารถเรียกออกมาได้ แต่ถ้าปล่อยเอาไว้นานคุณไสยก็จะฝังเข้าไปในกระดูก หมดทางรักษาและเสียชีวิตไปในที่สุด
เสน่ห์ " เป็นคำในภาษาอินเดีย แปลว่า " ยางเหนียว "
ส่วน  " ยาแฝด " นั้นคือยาที่บรรรดาเมีย ๆ ทั้งหลายทำขึ้น เพื่อให้ผัวกินแล้วหลงรักตนคนเดียว

สูตรยาแฝดทางภาคใต้ เชื่อกันว่าได้มาจากมลายู โดยพ่อแม่จะเตรียมให้ลูกสาวตั้งแต่ยังแบเบาะ กล่าวคือเวลาที่อาบน้ำทารกที่เป็นเพศหญิง เขาจะถูขี้ไคบตรงอกรักแร้และง่ามขาเอาน้ำที่อาบไปเททิ้งจนเหลือแต่ตะกอนขี้ไคลแล้วก็เอาไปตากไว้ให้แห้ง

ทำอย่างนี้ทุกวัน จนกระทั่งเก็บสะสมขี้ไคลได้จำนวนหนึ่งก็จะเอาไปคั่วในกระทะให้แห้งสนิท เก็บใส่ขวดเอาไว้ให้ลูกสาวโรยใส่ข้าวให้ผัวกินยามออกเรือน
วิธีแก้ยาแฝดชนิดนี้

ว่ากันว่าให้เอาข้าวที่เมียใส่ยาแฝดให้กินนั้นไปให้สุนัขกินก่อน แล้วจึงนำมาให้คนกินทีหลัง แต่ในกรณีนี้ต้องระวังให้ดีอย่าให้เขารู้อย่างเด็ดขาดว่ากินเดนหมา เพราะฉะนั้นผู้ที่หวังดีช่วยเขาแก้ในวิธีนี้ก็อาจจะโดนเตะเอาได้ง่าย ๆเหมือนกัน

สำหรับสูตรยาแฝดในภาคกลางมี 2 ขนาน และเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่โบราณคือ หงส์ร่อน มังกรรำ กับ ช้างประสมโขลง

หงส์ร่อน มังกรรำ นั้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการยืนคร่อมปากหม้อแกงร้อนน ๆที่กำลังปรุงอยู่ ในกรณ๊นี้ผู้ทำจะต้องนุ่งกระโปรงหรือไม่ก็ผ้าถุง เพื่อที่จะให้ไอน้ำจากหม้อแกง หม้อข้าว รมง่ามขาพอมีเหงื่อหยดลงไปในหม้อ ยิ่งหยดลงไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งขลังมากเท่านั้น แต่คนทำเองก็มีสิทธิ์พองเอาง่าย ๆ ได้เหมือนกัน

ส่วน ช้างประสมโขลง นั้น มีวิธีการคล้ายกับยาแฝดจากภาคใต้ โดยการอาบน้ำแล้วเก็บขี้ไคลไว้ จากนั้นก็จะเอาลูกสวาดมาเจาะรูให้ทะลุหัวท้าย ใช้ขี้ผึ้งอุดด้านหนึ่งเอาไว้ แล้วเอาขี้ไคลอัดใส่เข้าไป จากนั้นจึงใช้ขี้ผึ้งอุดปิดเอาไว้ แล้วกลืนลงท้องไป เมื่อถึงตอนเช้าก็ถ่ายออกมาก็ให้เก็บเอาลูกสวาดเม็ดนั้นออกมาจากกองอุจจาระ(ขี้ )  นำไปเผาไฟแล้วบดเก็บเอาไว้โรยใส่ข้าวให้สามีกิน

การแก้ยาแฝดของภาคกลางคือ ให้กินน้ำจากท้องเรือจ้าง 7 ท่า ท่าไหนก็ได้ จากท่าช้างไปยังท่าสี่พระยา หรือไม่ก็ให้กินคราบตะไคร่น้ำตามใบเสมาของอุโบสถ 7 วัด
 ใช่แต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องการทำเสน่ห์มัดใจผู้ชาย ในสมัยก่อนนี้ พวกผู้ชายเองก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ คาถาประเภทขุนช้างขุนแผนก็มีใช้กันให้เกลื่อน เพื่อที่จะให้ผู้หญิงใหลหลง เวลาจับไม้จับมือจะได้ไม่ส่งเสียงโวยวาย

มีคาถาเรียกจิต สำหรับประกอบพิธีกรรมฝังรูป ฝังรอย อยู่บทหนึ่งซึ่งเนื้อความในมนต์นั้น ถึงอกถึงใจพระเดช พระคุณเสียเหลือเกินว่า

" มึงหายใจออก เข้าในใจกู กูหายใจออก เข้าในใจมึง มึงมาปัสสวาทกู กูไปปัสสวาทมึง "

อย่างคาถาขุนแผนชมตลาด ที่ใช้เสกแป้งผัดหน้าก็มีความตอนหนึ่งว่า

" ศรีกูงามคือฟ้า หน้ากูงามคือพระแมน แขนกูงามคือพระนารายณ์ กายกูงามคือพระอาทิตย์ ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์ คนในสวรรค์เห็นหน้ากูอย่ไม่ได้ " เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กัน ก็คือยันต์ ซึ่งมีวิธีทำหลายอย่างแตกต่างกันออกไป เช่น ยันต์เทพรัญจวน ใช้กระดาษเขียนชื่อชายหญิงคนละด้าน แล้วเอาสมุนไพรเช่น ..............................มาบดให้ละเอียด ผสมเป็นไส้เทียนที่ใช้ในพิธี เสกด้วยคาถา 4 บท บทละ 108 คาบ เวลานั่งบริกรรมคาถาก็จุดเทียนภาวนาไปด้วย เทียนละลายหมดแท่งเมื่อไหร่ ท่านว่าผู้หญิงจะแจ้นมาหาทันที

ยันต์หัวใจพระ กรณีใช้ประกอบฝังรูป ฝังรอยซึ่งได้กล่าวถึงวิธีทำการฝังรูปฝังรอยเอาไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นจึงใคร่ขอผ่านไป

ที่เหลือนอกนั้นก็มี ยันต์มหาเสน่ห์ ที่ใช้สักลงบนงบน้ำอ้อย สลักเป็นชื่อสาวเอาไว้แล้วนำไปทิ้งที่โคนไม้ใหญ่ มดมากัดกินถึงชื่อเมื่อใด รอรับได้เลย อีกยันต์หนึ่งซึ่งมีวิธีทำแบบง่าย ๆ ก็คือยันต์ลงใบรัก ที่นำใบรักมาเขียนชื่อีกฝ่ายลงไป นำมาประกบกันแล้วนำไป.กล่าวกันว่า ในการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาตร์นั้นต้องใช้อำนาจจิตและความละเอียดอ่อนมาก แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยๆ ก็ต้องระวังอย่างมีการเก็บว่าน ซึ่งเป็นพืชที่นิยมนำมาใช้ประกอบการทำพิธีก็ยังต้องดูเวลาสำหรับการเก็บ 

อย่างเช่นไปเก็บว่านในวันอาทิตย์ ถ้าเป็นเวลาเช้า ก็จะสามารถเก็บได้ทั้งต้น แต่พอสายหน่อยก็เก็บได้แต่ใบ ตกเที่ยงก็เก็บราก พอค่ำก็ลอกได้แต่เปลือก หรือถ้าไปเก็บในวันจันทร์ตอนเช้าเก็บราก ตอนสายเก็บแก่น ตอนเที่ยงเก็บใบ และ ในตอนเย็นเก็บเปลือก

แล้วใครที่เป็นักเล่นว่าน ก็ต้องคอยล้อมรั่วป้องกันไม่ให้ไก่บินข้ามว่าน เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะทำให้ว่านเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์

เรื่องสุดท้ายที่จะกล่าวเอาไว้ในเรื่องคุณไสย ศาตร์แห่งความตายก็คือ  ยาสั่ง

ยาสั่ง ซึ่งเป็นยาพิษชนิดที่ไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่ามาจากไหน หรือฝีมือใครกันแน่แต่ที่แน่นอน ก็คือคนที่โดนยาสั่งเข้าไปจะต้องตายภายในเวลาที่กำหนดมา

ในสมัยก่อน บรรดาขุนนางเวลาที่จะออกตรวจราชการแผ่นดินยังต่างเมืองต่างจังหวัด มักจะกลัวกันนักหนาเรื่องยาสั่ง โดยเฉพาะต่างจังหวัดภาคอีสานนั้นมี 3 แบบ ให้เลือกตายได้ตามใจชอบ

อย่างที่ 1 เป็นยาพิษที่ใช้ใส่ในเหล้าใครดื่มเข้าไปจะตายภายใน 4-5 ชั่วโมง

อย่างที่ 2 เป็นยาทำลายกระเพาะอาหาร ใครกินเข้าไปจะตายภายในหนึ่งสัปดาห์ และอยู่ได้อย่างมากไม่เกิน 3 เดือน ยาพิษชนิดนี้นิยมใส่ในอาหาร

อย่างที่ 3 สุดท้าย เป็น ยาเบื่อ หรือ ยาเมา ซึ่งถือว่าเป็นยาขนานปรานี ที่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะหลับเป็นตาย 1 - 10 ชั่วโมง ยาสั่งชนิดนี้ใช้โรยในกองไฟก็ได้ ใครก็ตามที่สูดควันไฟเข้าไปจะต้องหลับเป็นตายในทุกราย ไม่มีข้อยกเว้น

ยาสั่งทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว ใช้ว่านประกอบเป็นส่วนใหญ่โดยผู้ใช้จะเก็บเอาไว้ในก้านขนไก่ เมื่อจะเล่นงานใครก็ดีดใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม

ผู้ที่โดนยาสั่งจะมีอาการคลื่นเหียนอาเจียน ขาแข็ง เดินไม่ได้ และลงท้ายก็จะตายในที่สุด

วิธีแก้ยาสั่งจำพวกนี้ ท่านว่าจะต้องทำให้เขาอาเจียนออกมาให้หมด หรือให้กินยาแก้ ด้วยการนำปูนา 7 ตัวมาตำผสมน้ำกรอกปากรวดเดียว หรือไม่ก็ต้องให้กินน้ำต้มจากฟัก บวบ หรือน้ำเต้าอย่างใดอย่างหนึ่ง

วิธีป้องกันยาสั่งก็คือ จะต้องอมว่านรางจืดเอาไว้ในปากก่อนดื่มน้ำ หรือไม่ก็ต้องใช้ถ้วยที่ทำจากงาช้างแท้ ๆ  เพราะของพวกนี้จะทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์ลง

วิธีการอีกอย่างหนึ่งที่ใช้ในการตรวจสอบว่า โดนยาสั่งหรือไม่ คือให้กินแตงโมเข้า ไป ถ้าอาการดีขึ้น ก็แสดงว่าเจอของจริงเข้าแล้ว หรือ อีกอย่างหนึ่งคือให้กินน้ำต้มจากรากและใบต้นชุมเห็ดควาย ถ้าผู้เคราะห์ร้ายอาเจียน ก็ให้พิจารณาว่าโดนยาสั่งแบบไหน เพราะยาสั่งนั้นแบ่งออกไปได้หลายประเภท

เช่น ยาสั่งวัน คือให้ตายภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสั่งอาหารที่จะต้องตาย เมื่อกินของต้องห้ามเข้าไป เช่นสั่งว่าให้ตาย เมื่อกินขนมจีบ ถ้าหากไม่กินอาหารชนิดนี้เข้าไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเผลอกินเข้าไปเมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น

ยาสั่งอีกอย่างหนึ่งซึ่งทรมารมาก คือ ยาสั่งอายุ เพราะต้องทนเจ็บออด ๆ แอด ๆ สามวันดีสี่วันไข้ไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต

ดินแดนที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตำรับของยาสั่งจริง ๆ ท่านว่ามาจากภาคใต้ และ เป็นยาสั่งชนิดร้ายแรง ไม่มีทางแก้ และไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ยาสั่งจากภาคใต้นั้นผสมจากอะไรบ้าง เพราะใช้ทั้งยางว่าน ยางคางคก และพิษจากสัตว์ พืชนานาชนิด ซึ่งแค่คิดก็สยอง.....เสียแล้วเรื่องของไสยศาตร์นั้น ท่านว่าเป็นศาตร์ลึกลับ ไม่มีวันที่วิทยาการสมัยใหม่จะเข้าไปพิสูจน์ได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในกลุ่มผู้ที่เล่นคุณไสยนั้น ก็ยังมีคนดีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พวกที่รับอาสาแก้คุณไสย ปลดปล่อยทุกข์ภัยให้กับคนที่โดนกระทำ ซึ่งก็ต้องดูกันเป็นราย ๆ ไปว่าหมอไสยศาตร์เหล่านั้นน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

แม้ว่าโลกเราในปัจจุบันนี้จะวิวัฒนาการไปมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ ส่งยานขึ้นไปสำรวจดาวอังคารได้แล้วก็ตามที แต่ทว่าไสยดำนั้นก็ยังคงเป็นศาสตร์ที่ลี้ลับ  และน่ากลัวมากกว่า เชื้อโรค ก็ตรงที่แพทย์แผนปัจจุบันนั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยหรือรักษาได้

จะมีก็คงเพียงแต่ พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ เท่านั้น ที่จะปกปักรักษา ปกป้องเราให้แคล้วคลาดจากไสยศาตร์ทั้งมวลได้...............

ที่มา:  หนังสือ " ชุมทางไสยศาตร์ "

amulet.in.th -> ศาสตร์มืด - คุณไสย