" เสี้ยวหนึ่ง " ของพระอาจารย์หนุ่ม พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด ต. เขาน้อย อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี ทายาทพุทธาคมของ " หลวงพ่อสัมฤทธิ์ "
พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ย้อนอดีตก่อนบวช
พระอาจารย์วัชระ ได้เล่าถึงสมัยที่เป็นฆราวาสนั้น ท่านเป็นเหมือนฆราวาสทั่วไปแม้จะสนใจด้านปฏิบัติแต่ยังต้องทำงานอยู่กับโลก ยังมีการสังคม เหล้ายาเหมือนคนทั่วไป ที่มักจะมีบ่อยครั้งตามธรรมดาโลก
วันหนึ่งได้มีเพื่อนมาชักชวนให้ไปดูหมอกับพระธุดงค์องค์หนึ่ง ซึ่งท่านมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีโอกาสกราบท่าน หลวงพ่อองค์นั้นท่านเล่าว่าก่อนที่ท่านจะบวชเป็นสีเหลืองนั้นท่านห่มขาวมานานกว่า 10 ปี ทุกครั้งจะมีเทพมาคอยแนะนำการปฏิบัติเสมอ จนได้รับอนุญาตให้บวชเป็นพระสงฆ์ได้ จึงได้แสวงหาความวิเวกตามป่าเขา บังเอิญผ่านมาแถวนี้และเคยรู้จักญาติโยมมาก่อนจึงได้แวะเยี่ยมเยียนกัน ก็สนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระ
เมื่อได้เวลาอันสมควรก็เลยย้อนมาถามเรื่องโชคชะตากัน เจ้าของบ้านก็ให้ท่านดูที่ให้ว่าดีหรือเลวหรือเจ้าที่เจ้าทางเป็นอย่างไร พอมาถึงอาตมาก็เลยสอบถามเรื่องการงานว่าจะมีโอกาสโยกย้ายบ้างไหม เพราะนานแล้วที่ต้องมาอยู่ต่างจังหวัด ท่านก็นั่งนิ่งหลับตาอยู่สักครู่ กิริยาอาการเปลี่ยนไปเหมือนมีญาณอื่นมาแฝงอยู่เพราะถ้อยคำนั้นไม่เหมือนเดิม ก็เลยถามว่าท่านเป็นใคร ท่านตอบว่าเรียกเราว่า"ปู่อิน"แล้วกัน ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอีก คงถามด้วยคำถามเดิม ปรากฏปู่อินที่ว่า ก็เลยอบรมด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ ว่าเจ้าเอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานทางโลก ระวังจะต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ชาติที่แล้วสร้างกุศลโดยทอดกฐิน 100 กอง กองบุญนี้ท่านยังรักษาอยู่ หลวงพ่อพระธุดงค์หรือปู่อินที่ว่า ท่านก็เลยถามต่อไปว่าเจ้าจะบวชเสียได้ไหม? บวชแล้วไม่ต้องสึกนะ แล้วท่านจะให้เงิน 10 ล้านโลกมนุษย์ ตอนนั้นมีครอบครัวแล้วบุตรสาวที่ยังเล็ก 3 คน ก็เลยผลัดผ่อนว่าลูกท่านยังเล็ก ท่านก็คงย้ำว่าบวชเสียเถิดแล้วท่านจะหาปัจจัยมาให้เอง… ขอให้รับสัจจะนะ ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้สัก 5 ล้านก็คงพอใจ ก็รับปากท่านว่าขอเพียง 5 ล้านบาทก็จะบวช ท่านก็เลยย้ำว่าเป็นสัจจะนะ ก็เลยรับคำของท่านไว้ รู้สึกว่าปู่อินก็พอใจกับคำตอบเหล่านั้น
หลังจากคุยธรรมมะสอนให้อีกนิดหน่อยท่านก็ขอลากลับ… พร้อมกับบ่นว่าโลกนี้สกปรกท่านไม่อยากลงมาสัมผัสเลย ซึ่งจากวันนั้นมาก็รอว่าเมื่อไหร่จะได้เงินตามที่ปู่อินท่านรับปากไว้ จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับอะไรเลย ทำให้นึกไปว่าคงเป็นอุบายของท่านที่เจตนาดีต่อเราก็เป็นไปได้ ถึงได้มาบวชอยู่ทุกวันนี้
5 ปีต่อมาได้ย้ายที่ทำงานไปอยู่จังหวัดอื่น ลืมเรื่องการปฏิบัติที่ได้รับปากปู่อินไว้ ก็คงดำรงชีพตามปกติแต่ก็คงนั่งกรรมฐานเป็นนิสัย จนมีโอกาสรู้จักนักปฏิบัติธรรมรุ่นน้องและได้มีโอกาสนั่งปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มที่บ้านรุ่นน้องนี้ … ขณะนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. อยู่ๆเด็กคนนี้ก็มีอาการสั่น และส่งเสียงเป็นภาษาประหลาดที่ฟังไม่ออกรัวเร็วมากแต่จับใจความว่าเป็นการสวดมนต์ จับคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ก็เลยสงสัยว่า ใครหนอมาสวดมนต์อาจจะเป็นเทพลงมาก็เป็นได้…. บังเอิญวันนั้นมีอาจารย์จำนงค์ ท่านเป็นพระธุดงค์มาพักที่บ้านนี้พอดีเป็นผู้นำพาปฏิบัติด้วย ก็เลยส่งคำพูดเจรจาแทนพวกเราเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ท่านพูดด้วยภาษาที่เราฟังไม่เข้าใจ หลวงพ่อจำนงค์ก็เลยบอกว่า "ท่านเทพ มนุษย์ฟังภาษาเบื้องบนไม่ออก ขอให้พูดเป็นภาษามนุษย์ออกมา" ได้ผลเทพที่ว่าท่านนิ่งสักพักก็เริ่มพูดเป็นภาษาไทยแต่ค่อนข้างช้าและบอกว่าท่านคืออินทะกะเป็นราชฑูตของพระอินทร์ แล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดังแล้วกล่าวต่อว่า"เรามีธุระที่จะมาคุยด้วย" ตัวอาตมาภาพเองก็เลยถามท่านว่าเรื่องการงานจะดีไหม ? ท่านก็จ้องมองหน้าแล้วสะบัดหน้าหนี แล้วกลับมาจ้องมองพร้อมกับถามว่า เจ้านะหรือ ? เบื้องบนเขารอเจ้าอยู่นะ ด้วยความสงสัยก็ย้อนถามท่านว่ารออะไร ท่านก็จ้องมองทะมึนมาอีกแล้วกล่าวว่า "ไหนเจ้าว่าจะบวช ?"
ความจริงเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้นานถึง 5 ปี อยู่ๆก็มีคนมาถามแถมเป็นราชฑูตพระอินทร์อีกด้วย ก็เลยงงกันใหญ่ เพราะไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนเลย พอท่านพูดเพียงเท่านี้ ท่านก็กลับขึ้นข้างบนทำวัตรสวดมนต์ เพราะได้เวลาแล้วสังเกตุดูนาฬิกา เป็นเวลาใกล้เคียง 24.00 น. เพียงเท่านั้นร่างเด็กนั้นก็อ่อนตัวเองล้มตัวลงจึงมีคนเข้ามาไปช่วยประคอง และงงงันเพราะไม่เคยพบเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเหมือนกัน หลวงพ่อจำนงค์ท่านก็เลยอธิบายว่าเทพผ่านมาส่งข่าวโดยเฉพาะ จึงพอเข้าใจ
หลังจากนั้นก็เลยพยายามหาผู้รู้ที่นั่งสมาธิเก่ง ๆ และจิตดี ๆ ที่สามารถสัมผัสสิ่งลึกลับได้ เพื่อสอบถามเรื่องราวเหล่านี้ว่าคืออะไรกันแน่ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้ที่ติดตามส่งข่าวก็คือ องค์อินทราธิราชแน่นอน ท่านมายืนยันในนิมิตทรงเครื่องสีเขียว พร้อมกับนางอัปสรซึ่งในที่นั้นก็มีผู้ได้ตาทิพย์ 3 คน ด้วยกันก็ยืนยันว่ารับรองว่า… ได้สัมผัสตรงกันแถมต่อไปอีกว่า… ความจริงแล้วจะต้องบวชแต่อายุ 25 ปี เนื่องจากเป็นสัจจะผูกพันมาแต่เบื้องบนที่ต้องการมาสร้างบารมีแต่ความหลงใหลในภพมนุษย์ จะทำให้ต้องลำบาก จึงส่งข่าวเตือนลงมา
หลังจากนั้นเพียงปีเศษก็มีเรื่องราวที่ต้องตัดสินใจบวชดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้และหากถามว่า เคยคิดสึกบ้างไหมก็ตอบว่าเคย รวม 2 ครั้งด้วยกัน
ครั้งแรกพรรษาที่ 4 ก่อนเข้าพรรษา 2 สัปดาห์ ก็รู้สึกเบื่อความวุ่นวาย จนคิดอยากสึกออกไปเพราะขณะนั้นใจชอบปฏิบัติ แต่พบกับความไม่สงบในวัดวาอารามทำให้ท้อแท้ จนเบื่อหรือร้อนผ้าเหลืองก็ว่าได้จึงตั้งใจอธิฐานว่า หากข้าพเจ้ามีวาสนาจะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปก็ขอให้มีนิมิตภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะสึกไปทำงานปรากฏว่าพอวันที่ 2 หลังจากการปฏิบัติศาสนกิจเรียบร้อยก็เข้าจำวัดตอนดึก มารู้สึกตัวตอนค่อนรุ่ง เพราะนิมิตไปว่า ได้พบพระอาจารย์ยันตระ… ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเรื่องราวต้องอธิกรณ์ นั่งคุยกับท่านบนกุฏิในป่า เป็นกุฏิ 2 ชั้นยกพื้นสูง ข้างล่างน้ำก็ท่วมระดับเข่าแต่ท่านก็ชวนแบกบริขารลุยน้ำพาเข้าราวป่า ก็เลยรีบแบกกลดและบริขารติดตามไปทันทีก็สะดุ้งตื่นขึ้น มา ก็พิจารณาถึงคำอธิฐาน ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อเพราะกับท่านอาจารย์ยันตระก็มิได้มีจิตผูกพันนึกถึงท่านเป็นพิเศษ แต่แปลกใจไปกับนิมิตถึงท่านได้
ครั้งที่สอง ต้นพรรษาที่ 5 จิตใจเริ่มเบื่อหน่ายผ้าเหลืองอีกก็ตั้งจิตอธิฐานเช่นเคย จำได้ว่าประมาณ 4 ทุ่มเศษกำลังนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ กำลังเคลิ้ม ๆ ยังมีสติอยู่หูได้ยินเสียงบอกให้ไปปฏิบัติธรรมยัง…สถานที่แห่งหนึ่งอย่างชัดเจนและในจิตขณะนั้น ก็รู้สึกว่าอยู่ท่างภาคอีสาน ก็เป็นอันว่าก็เลยไม่ได้คิดเรื่องสึกอีก …แต่คิดอยากออกไปปฏิบัติตามสถานที่ได้นิมิต ตั้งใจว่าเสร็จงานบุญหลวงพ่อพ้นตรุษจีนแล้วออกพรรษาปีนี้ก็จะขออนุญาตท่านออกรุกขมูลอีกครั้ง เพราะได้ริ่มวางรากฐานงานก่อสร้าง จัดทำประวัติเรื่องราวส่วนตัวและ….เหล็กไหล การครอบมงกุฏพระเจ้าจนแพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แตกต่างจากเมื่อสมัยแรก ๆ เป็นอย่างมากประกอบกับมีพระอยู่จำพรรษาและช่วยเหลืองานท่านหลายองค์ ภารกิจที่เคยทำหน้าที่เป็นเหมือนเลขานุการก็คงจะมีผู้รับงานต่อไปได้ …ตั้งใจว่าจัดงานครบรอบ 73 ปี วันที่ 7 มกราคม 2539 แล้วก็จัดเตรียมบริขารพอพ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์คือ… ตรุษจีนแล้วก็จะกราบลาหลวงพ่อธุดงค์ต่อไป
แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นที่จะตัดสินใจออกธุดงค์ไม่กี่วัน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านมาด่วนมรณภาพลงก่อนถึงวันตรุษจีน… ด้วยหัวใจล้มเหลวจากสาเหตุเบาหวานและความดันโลหิตสูง เนื่องจากระยะหลังแขกท่านมาก เวลาพักผ่อนน้อย และนำเอายาลดเบาหวานคือ อินซูลีน มาฉีดเอง โดยไม่มีเครื่องมือตรวจสอบทำให้น้ำตาลในร่างกายลดลงจนต่ำกว่าปกติ … เมื่อส่งถึงโรงพยาบาลที่จังหวัด ก็มีอาการหนักเพราะความดันลดต่ำจนเหลือศูนย์ แม้จะให้อมน้ำตาลไว้ในปากระหว่างนำส่งโรงพยาบาลแล้วก็ตาม ยังความเศร้าโศรกสลดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ทำให้ความคิดที่จะออกธุดงค์ต้องระงับไป
ดังนั้นภารกิจที่ต้องจัดการเรื่องงานศพของหลวงพ่อก็เลยตกอยู่กับตนเอง เพราะพระองค์อื่นท่านไม่จัดเจนงานและเป็นพระผู้มีอายุไม่คล่องตัวในการดำเนินงาน…. จนกระทั่งจัดงานบุญ 100 วันและบรรจุสังขาร ใส่โลงแล้ว ก็เลยได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสแทนจนถึงทุกวันนี้ |