หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ผู้ตั้ง ข้อความ
ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 24 Sep 2009 03:01 pm
เรื่อง: หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ตอบโดยอ้างข้อความ

" เสี้ยวหนึ่ง " ของพระอาจารย์หนุ่ม
พระอาจารย์วัชระ  เอกวัณโณ
วัดถ้ำแฝด ต. เขาน้อย อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี
ทายาทพุทธาคมของ " หลวงพ่อสัมฤทธิ์ "

พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี

ย้อนอดีตก่อนบวช

พระอาจารย์วัชระ ได้เล่าถึงสมัยที่เป็นฆราวาสนั้น ท่านเป็นเหมือนฆราวาสทั่วไปแม้จะสนใจด้านปฏิบัติแต่ยังต้องทำงานอยู่กับโลก ยังมีการสังคม เหล้ายาเหมือนคนทั่วไป ที่มักจะมีบ่อยครั้งตามธรรมดาโลก

วันหนึ่งได้มีเพื่อนมาชักชวนให้ไปดูหมอกับพระธุดงค์องค์หนึ่ง ซึ่งท่านมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ได้มีโอกาสกราบท่าน หลวงพ่อองค์นั้นท่านเล่าว่าก่อนที่ท่านจะบวชเป็นสีเหลืองนั้นท่านห่มขาวมานานกว่า 10 ปี ทุกครั้งจะมีเทพมาคอยแนะนำการปฏิบัติเสมอ จนได้รับอนุญาตให้บวชเป็นพระสงฆ์ได้ จึงได้แสวงหาความวิเวกตามป่าเขา บังเอิญผ่านมาแถวนี้และเคยรู้จักญาติโยมมาก่อนจึงได้แวะเยี่ยมเยียนกัน ก็สนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระ

เมื่อได้เวลาอันสมควรก็เลยย้อนมาถามเรื่องโชคชะตากัน เจ้าของบ้านก็ให้ท่านดูที่ให้ว่าดีหรือเลวหรือเจ้าที่เจ้าทางเป็นอย่างไร พอมาถึงอาตมาก็เลยสอบถามเรื่องการงานว่าจะมีโอกาสโยกย้ายบ้างไหม เพราะนานแล้วที่ต้องมาอยู่ต่างจังหวัด ท่านก็นั่งนิ่งหลับตาอยู่สักครู่ กิริยาอาการเปลี่ยนไปเหมือนมีญาณอื่นมาแฝงอยู่เพราะถ้อยคำนั้นไม่เหมือนเดิม  ก็เลยถามว่าท่านเป็นใคร ท่านตอบว่าเรียกเราว่า"ปู่อิน"แล้วกัน ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอีก คงถามด้วยคำถามเดิม ปรากฏปู่อินที่ว่า ก็เลยอบรมด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ ว่าเจ้าเอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนานทางโลก ระวังจะต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ชาติที่แล้วสร้างกุศลโดยทอดกฐิน 100 กอง กองบุญนี้ท่านยังรักษาอยู่ หลวงพ่อพระธุดงค์หรือปู่อินที่ว่า ท่านก็เลยถามต่อไปว่าเจ้าจะบวชเสียได้ไหม? บวชแล้วไม่ต้องสึกนะ  แล้วท่านจะให้เงิน 10 ล้านโลกมนุษย์ ตอนนั้นมีครอบครัวแล้วบุตรสาวที่ยังเล็ก 3 คน ก็เลยผลัดผ่อนว่าลูกท่านยังเล็ก ท่านก็คงย้ำว่าบวชเสียเถิดแล้วท่านจะหาปัจจัยมาให้เอง… ขอให้รับสัจจะนะ ก็เลยคิดว่าถ้าเราได้สัก 5 ล้านก็คงพอใจ ก็รับปากท่านว่าขอเพียง 5 ล้านบาทก็จะบวช ท่านก็เลยย้ำว่าเป็นสัจจะนะ ก็เลยรับคำของท่านไว้  รู้สึกว่าปู่อินก็พอใจกับคำตอบเหล่านั้น

หลังจากคุยธรรมมะสอนให้อีกนิดหน่อยท่านก็ขอลากลับ… พร้อมกับบ่นว่าโลกนี้สกปรกท่านไม่อยากลงมาสัมผัสเลย ซึ่งจากวันนั้นมาก็รอว่าเมื่อไหร่จะได้เงินตามที่ปู่อินท่านรับปากไว้  จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับอะไรเลย ทำให้นึกไปว่าคงเป็นอุบายของท่านที่เจตนาดีต่อเราก็เป็นไปได้ ถึงได้มาบวชอยู่ทุกวันนี้

5 ปีต่อมาได้ย้ายที่ทำงานไปอยู่จังหวัดอื่น ลืมเรื่องการปฏิบัติที่ได้รับปากปู่อินไว้ ก็คงดำรงชีพตามปกติแต่ก็คงนั่งกรรมฐานเป็นนิสัย จนมีโอกาสรู้จักนักปฏิบัติธรรมรุ่นน้องและได้มีโอกาสนั่งปฏิบัติธรรมเป็นกลุ่มที่บ้านรุ่นน้องนี้ … ขณะนั้นเวลาประมาณ 23.00 น. อยู่ๆเด็กคนนี้ก็มีอาการสั่น และส่งเสียงเป็นภาษาประหลาดที่ฟังไม่ออกรัวเร็วมากแต่จับใจความว่าเป็นการสวดมนต์ จับคำว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ก็เลยสงสัยว่า ใครหนอมาสวดมนต์อาจจะเป็นเทพลงมาก็เป็นได้…. บังเอิญวันนั้นมีอาจารย์จำนงค์ ท่านเป็นพระธุดงค์มาพักที่บ้านนี้พอดีเป็นผู้นำพาปฏิบัติด้วย ก็เลยส่งคำพูดเจรจาแทนพวกเราเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ท่านพูดด้วยภาษาที่เราฟังไม่เข้าใจ  หลวงพ่อจำนงค์ก็เลยบอกว่า "ท่านเทพ มนุษย์ฟังภาษาเบื้องบนไม่ออก ขอให้พูดเป็นภาษามนุษย์ออกมา" ได้ผลเทพที่ว่าท่านนิ่งสักพักก็เริ่มพูดเป็นภาษาไทยแต่ค่อนข้างช้าและบอกว่าท่านคืออินทะกะเป็นราชฑูตของพระอินทร์ แล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดังแล้วกล่าวต่อว่า"เรามีธุระที่จะมาคุยด้วย" ตัวอาตมาภาพเองก็เลยถามท่านว่าเรื่องการงานจะดีไหม ? ท่านก็จ้องมองหน้าแล้วสะบัดหน้าหนี แล้วกลับมาจ้องมองพร้อมกับถามว่า เจ้านะหรือ ? เบื้องบนเขารอเจ้าอยู่นะ ด้วยความสงสัยก็ย้อนถามท่านว่ารออะไร ท่านก็จ้องมองทะมึนมาอีกแล้วกล่าวว่า "ไหนเจ้าว่าจะบวช ?"

ความจริงเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้นานถึง 5 ปี อยู่ๆก็มีคนมาถามแถมเป็นราชฑูตพระอินทร์อีกด้วย ก็เลยงงกันใหญ่ เพราะไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนเลย พอท่านพูดเพียงเท่านี้ ท่านก็กลับขึ้นข้างบนทำวัตรสวดมนต์ เพราะได้เวลาแล้วสังเกตุดูนาฬิกา เป็นเวลาใกล้เคียง 24.00 น. เพียงเท่านั้นร่างเด็กนั้นก็อ่อนตัวเองล้มตัวลงจึงมีคนเข้ามาไปช่วยประคอง และงงงันเพราะไม่เคยพบเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนเหมือนกัน หลวงพ่อจำนงค์ท่านก็เลยอธิบายว่าเทพผ่านมาส่งข่าวโดยเฉพาะ จึงพอเข้าใจ

หลังจากนั้นก็เลยพยายามหาผู้รู้ที่นั่งสมาธิเก่ง ๆ และจิตดี ๆ ที่สามารถสัมผัสสิ่งลึกลับได้ เพื่อสอบถามเรื่องราวเหล่านี้ว่าคืออะไรกันแน่ก็ได้รับคำตอบว่า ผู้ที่ติดตามส่งข่าวก็คือ องค์อินทราธิราชแน่นอน ท่านมายืนยันในนิมิตทรงเครื่องสีเขียว พร้อมกับนางอัปสรซึ่งในที่นั้นก็มีผู้ได้ตาทิพย์ 3 คน  ด้วยกันก็ยืนยันว่ารับรองว่า… ได้สัมผัสตรงกันแถมต่อไปอีกว่า… ความจริงแล้วจะต้องบวชแต่อายุ 25 ปี เนื่องจากเป็นสัจจะผูกพันมาแต่เบื้องบนที่ต้องการมาสร้างบารมีแต่ความหลงใหลในภพมนุษย์ จะทำให้ต้องลำบาก จึงส่งข่าวเตือนลงมา

หลังจากนั้นเพียงปีเศษก็มีเรื่องราวที่ต้องตัดสินใจบวชดังกล่าวจนถึงทุกวันนี้และหากถามว่า เคยคิดสึกบ้างไหมก็ตอบว่าเคย รวม 2 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกพรรษาที่ 4 ก่อนเข้าพรรษา 2 สัปดาห์ ก็รู้สึกเบื่อความวุ่นวาย จนคิดอยากสึกออกไปเพราะขณะนั้นใจชอบปฏิบัติ แต่พบกับความไม่สงบในวัดวาอารามทำให้ท้อแท้ จนเบื่อหรือร้อนผ้าเหลืองก็ว่าได้จึงตั้งใจอธิฐานว่า หากข้าพเจ้ามีวาสนาจะอยู่ในผ้าเหลืองต่อไปก็ขอให้มีนิมิตภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะสึกไปทำงานปรากฏว่าพอวันที่ 2 หลังจากการปฏิบัติศาสนกิจเรียบร้อยก็เข้าจำวัดตอนดึก มารู้สึกตัวตอนค่อนรุ่ง เพราะนิมิตไปว่า ได้พบพระอาจารย์ยันตระ… ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเรื่องราวต้องอธิกรณ์ นั่งคุยกับท่านบนกุฏิในป่า เป็นกุฏิ 2 ชั้นยกพื้นสูง ข้างล่างน้ำก็ท่วมระดับเข่าแต่ท่านก็ชวนแบกบริขารลุยน้ำพาเข้าราวป่า ก็เลยรีบแบกกลดและบริขารติดตามไปทันทีก็สะดุ้งตื่นขึ้น มา ก็พิจารณาถึงคำอธิฐาน ก็เลยตัดสินใจอยู่ต่อเพราะกับท่านอาจารย์ยันตระก็มิได้มีจิตผูกพันนึกถึงท่านเป็นพิเศษ แต่แปลกใจไปกับนิมิตถึงท่านได้

ครั้งที่สอง ต้นพรรษาที่ 5 จิตใจเริ่มเบื่อหน่ายผ้าเหลืองอีกก็ตั้งจิตอธิฐานเช่นเคย จำได้ว่าประมาณ 4 ทุ่มเศษกำลังนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ กำลังเคลิ้ม ๆ ยังมีสติอยู่หูได้ยินเสียงบอกให้ไปปฏิบัติธรรมยัง…สถานที่แห่งหนึ่งอย่างชัดเจนและในจิตขณะนั้น ก็รู้สึกว่าอยู่ท่างภาคอีสาน ก็เป็นอันว่าก็เลยไม่ได้คิดเรื่องสึกอีก  …แต่คิดอยากออกไปปฏิบัติตามสถานที่ได้นิมิต ตั้งใจว่าเสร็จงานบุญหลวงพ่อพ้นตรุษจีนแล้วออกพรรษาปีนี้ก็จะขออนุญาตท่านออกรุกขมูลอีกครั้ง เพราะได้ริ่มวางรากฐานงานก่อสร้าง จัดทำประวัติเรื่องราวส่วนตัวและ….เหล็กไหล การครอบมงกุฏพระเจ้าจนแพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แตกต่างจากเมื่อสมัยแรก ๆ เป็นอย่างมากประกอบกับมีพระอยู่จำพรรษาและช่วยเหลืองานท่านหลายองค์ ภารกิจที่เคยทำหน้าที่เป็นเหมือนเลขานุการก็คงจะมีผู้รับงานต่อไปได้ …ตั้งใจว่าจัดงานครบรอบ 73 ปี วันที่ 7 มกราคม 2539 แล้วก็จัดเตรียมบริขารพอพ้นต้นเดือนกุมภาพันธ์คือ… ตรุษจีนแล้วก็จะกราบลาหลวงพ่อธุดงค์ต่อไป

แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นที่จะตัดสินใจออกธุดงค์ไม่กี่วัน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านมาด่วนมรณภาพลงก่อนถึงวันตรุษจีน… ด้วยหัวใจล้มเหลวจากสาเหตุเบาหวานและความดันโลหิตสูง เนื่องจากระยะหลังแขกท่านมาก เวลาพักผ่อนน้อย และนำเอายาลดเบาหวานคือ อินซูลีน มาฉีดเอง โดยไม่มีเครื่องมือตรวจสอบทำให้น้ำตาลในร่างกายลดลงจนต่ำกว่าปกติ … เมื่อส่งถึงโรงพยาบาลที่จังหวัด ก็มีอาการหนักเพราะความดันลดต่ำจนเหลือศูนย์ แม้จะให้อมน้ำตาลไว้ในปากระหว่างนำส่งโรงพยาบาลแล้วก็ตาม ยังความเศร้าโศรกสลดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ทำให้ความคิดที่จะออกธุดงค์ต้องระงับไป

ดังนั้นภารกิจที่ต้องจัดการเรื่องงานศพของหลวงพ่อก็เลยตกอยู่กับตนเอง เพราะพระองค์อื่นท่านไม่จัดเจนงานและเป็นพระผู้มีอายุไม่คล่องตัวในการดำเนินงาน…. จนกระทั่งจัดงานบุญ 100 วันและบรรจุสังขาร ใส่โลงแล้ว ก็เลยได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสแทนจนถึงทุกวันนี้

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 24 Sep 2009 03:05 pm
เรื่อง: พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ตอบโดยอ้างข้อความ

ประวัติโดยสังเขป

พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ หรือ พระใบฎีกาวัชระ เอกวัณโณ ในฐานานุกรมของ พระครูบวรพัฒนกิจ เจ้าคณะอำเภอท่าม่วง  ภูมิลำเนาเดิม อยู่หน้าวัดนิมมานรดี บางแค ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนวัดนิมมานรดี มัธยมศึกษาตอนต้นจาก โรงเรียนวัดรางบัว บางหว้า ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับ ปวช.แผนกบัญชี จาก พณิชยการธนบุรี บางแวก ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ จบแล้วในทำงานในสถาบันการเงินหลายแห่ง ได้ประกาศนียบัตร วิชาการธนาคารจาก โรงเรียนสมาคมธนาคารไทย (หลักสูตร 2 ปี)  สถานะทางครอบครัวก่อนบวช  หย่าจากคู่สมรส มีบุตรสาว 3 คน ซึ่งป้จจุบันอยู่ในความอุปการะของผู้เป็นอา

อุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดถ้ำแฝด โดยมีพระครูกาญจนกิจจาทร (สัมฤทธิ์ คัมภีโร) เป็นพระอุปัชฌาย์พระอาจารย์สุบรรณ ติสาโร พระกรรมวาจาจารย์ พระอารีย์ สมาหิโต พระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม  พ.ศ. 2533 ปัจจุบัน 13 พรรษา สาเหตุที่บวชนั้นเนื่องจากบิดามารดาป่วยหนัก เข้าห้อง ไอซียูทั้งคู่ บิดาท่านเป็นเนื้องอกที่ต้นคอกดทัพเส้นประสาท ทำให้ระบบการทรงตัวเสีย ส่วนมารดาเป็นความดันสูง หลวงพ่อวัชระท่านในฐานะที่เป็นบุตรชายคนโต จึงได้ตัดสินใจลางานออกบวชเพื่อทดแทนพระคุณของบุพการีทันที ในครั้งแรกคิดว่าจะบวชเพียง 1 พรรษาเท่านั้น แล้วจึงจะกลับไปทำงานตามเดิม

หลังการบวชได้ไม่นาน บิดาท่านก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นเหตุให้เป็นอัมพาตไปครึ่งตัวและมีอาการติดเชื้อหลังการผ่าตัดอีกด้วย ทำให้เสียชีวิตในระหว่างพรรษานั้นเอง ส่วนมารดาท่านเกือบเป็นอัมพฤกษ์แต่ก็พ้นมาได้เป็นปกติในที่สุด ทำให้ท่านได้อยู่กับลูกหลานอีกเป็น 10 ปีจึงเสียชีวิต

ในพรรษาแรก หลวงพ่อวัชระท่านได้ตั้งใจปฏิบัติศึกษาพระกรรมฐานจากหลวงพ่อสัมฤทธิ์ โดยได้รับการถ่ายทอดอุบายธรรม ทำให้การปฏิบัติของท่านก้าวหน้าสมดังความตั้งใจ พอออกพรรษาท่านได้ไปเข้า ปริวาสกรรมครั้งแรกที่วัดโคนอน บางกรวย นนทบุรี พอออกปริวาสท่านได้มีโอกาสเข้าร่วมธุดงค์กับคณะของ หลวงพ่อกัณหา วัดแพร่ธรรมาราม จ.แพร่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพงในขณะนั้นประมาณเดือนเศษ

ในพรรษาที่สอง หลวงพ่อได้ศึกษาข้อธุดงควัตรเพิ่มเติมจาก หลวงพ่อภาวนาพุทโธ โดยได้ออกเดินธุดงค์เป็นหมู่ไปยัง จ.แม่ฮ่องสอน แล้วย้อนกลับมายัง พุทโธภาวนา สามพราน นครปฐม โดยได้ศึกษาในด้านกสิณไฟและกสิณต่าง ๆ จนมีความเข้าใจเป้นอย่างดี

ในพรรษาที่สาม หลวงพ่อได้ไปจำพรรษาอยู่กับ หลวงพ่อกอง วัดป่าอุทุมพร หลังค่าย ตชด. บ้านสามัคคี อ.เมือง จ.หนองคาย พรรษานี้ท่านได้รับผลจากการปฏิบัติมากมาย เพราะหลวงพ่อกองท่านเป็นพระป่าสายธรรมยุตที่มีข้อวัตรปฏิบัติและอุบายะรรมที่แยบยล สามารถชี้แนะให้ปฏิบัติจนเห็นจริงได้ ทำให้ท่านเกิดปิติเป็นอันมาก จนลืมนึกถึงเรื่องการทำงานไปหมด

ในพรรษาที่สี่ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ผู้เป็นอุปัชฌาย์ คิดดำเนินการก่อสร้าง เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่สูง 50 เมตร ซึ่งต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก จึงไม่อนุญาตให้หลวงพ่อวัชระไปจำพรรษาที่อื่น ให้อยู่ช่วยเหลือกิจการในวัด ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อมีบัญชา ท่านจึงได้อยู่รับใช้และศึกษากรรมฐานและไสยเวทวิทยาคมจากหลวงพ่ออย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา

ในพรรษาที่ห้า หลวงพ่อวัชระ เห็นสภาพการก่อสร้างที่ทำ ๆ หยุด ๆ ตามกำลังทางการเงิน ภาระค่าวัสดุก่อสร้างที่มักเป็นปัญหาอยู่เสมอ จึงได้หารือกับหลวงพ่อเพื่อขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อจะได้มีปัจจัยมาสมทบการก่อสร้าง หลวงพ่อปรารภว่าการจัดทำวัตถุมงคลนั้นจะต้องมีเงินทุนพอสมควร เกรงว่าจะมีปัญหาหากหาเงินมาจ่ายค่าจัดทำไม่พอ เพราะทุกวันนี้ก็มีภาระการก่อสร้างมากพออยู่แล้ว หลวงพ่อวัชระท่านจึงขออนุญาตรับภาระด้านนี้เอง ดังนั้นวัตถุมงคลรุ่น "นำโชค" หรือเอกลักษณ์ "หลวงพ่อขี่แรด" จึงได้เริ่มอุบัติขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ทำให้ชื่อเสียงและประวัติเรื่องราวของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์แพร่หลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศและไกลไปถึงต่างประเทศ ทำให้ทุกคนรู้จัก พิธีสาวน้ำตาเทียนและพิธีฝังเหล็กไหล รวมทั้งเรื่องราวและตำนานเหล็กไหลตาแรดจึงเป็นที่รู้จักและยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้

ในพรรษาที่หก หลวงพ่อวัชระ ท่านได้สนองงานรับใช้หลวงพ่อจน วัดถ้ำแฝด หนาแน่นไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ดังนั้นในตำแหน่งหน้าที่เสมือนเป็น พระเลขาหลวงพ่อสัมฤทธิ์ จึงทำให้ญาติโยมรู้จักท่านเป็นจำนวนมาก และท่านก็ได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อให้เป็นผู้รับผิดชอบงานสำคัญ ๆ หลายอย่าง แม้กระทั่งให้ทำพิธีกรรมบางอย่างแทนท่าน ยามเมื่อท่านมีกิจนิมนต์ เพราะท่านจะให้หลวงพ่อวัชระอยู่วัดรักษาการณ์แทนท่านมาตลอด จนเป็นที่อิจฉาของพระบางองค์ พอใกล้เข้าพรรษาท่านจึงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายในการอยู่กับที่นาน ๆ เพราะรู้สึกว่าจิตของท่านจะตกมากเพราะเกิดปฏิฆะ

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 24 Sep 2009 03:10 pm
เรื่อง: พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ตอบโดยอ้างข้อความ

ดังนั้นก่อนเข้าพรรษาเพียง 2 อาทิตย์ท่านก็ตัดสินใจว่าจะขอลาสิกขาบทไปทำงานต่อดีกว่า แต่พอจริง ๆ เข้าใจหนึ่งก็เสียดายผ้าเหลือง ทำให้ท่านตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรดี ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจในคืนวันหนึ่ง หลังจากนั่งสมาธิแล้ว ก็เลยอธิษฐานจิตถึงคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตย์ในในบริเวณวัดถ้ำแฝดนี้ว่า "หากข้าพเจ้าจะมีบุญอยู่ในผ้าเหลืองต่อไป ก็ขอให้เกิดนิมิตรบอกภายใน 7 วัน มิเช่นนั้นแล้วก็จะขอสึก" ท่านกล่าวว่าที่ท่านอธิษฐานเช่นนั้น เพราะปกติแล้วเป็นคนไม่ค่อยฝันพร่ำเพรื่อนาน ๆ ครั้งจึงจะฝัน แต่ถ้าฝันทีไรจะเป็นเรื่องทุกทีเหมือนกัน

ผ่านไป 3 วัน หลังจากรับใช้ครูบาอาจารย์เสร็จแล้ว ประมาณ 4 ทุ่มเศษ หลวงพ่อวัชระท่านเริ่มนั่งสมาธิตามปกติ เมื่อคลายแล้วก็แผ่เมตตาและเอนหลังพักผ่อน ในคืนนั้นปรากฏว่ามีนิมิตรเกิดขึ้น ท่านเล่าว่าในฝันนั้นท่านอยู่ใน กุฎิกรรมฐานแบบวัดป่า เป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง สักครู่เห็นพระอาจารย์ยันตระ ท่านเดินขึ้นมาบนกุฎิพร้อมทั้งชวนท่านให้ธุดงค์เข้าป่าด้วยกัน พูดเสร็จอาจารย์ยันตระท่านคว้าบาตรและกลดบริขารเดินลงกุฎิ ลุยลงน้ำที่สูงถึงหน้าแข้งเข้าแนวป่าไปอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อวัชระท่านเห็นดังนั้นก็รีบคว้าบริขารวิ่งตามลงไปทันที เช้าท่านมาพิจารณาถึงนิมิตรก็เลยตัดสินใจอยู่ในสมณะเพสต่อไป เพราะปกติแล้วท่านก็ไม่ได้รู้จักอาจารย์ยันตระมากนัก ทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง เพราะช่วงนั้นท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ แต่ไฉนไปนิมิตรถึงท่านได้ก็ไม่รู้

ในพรรษาที่เจ็ด หลวงพ่อได้มีโอกาสศึกษาวิชาเกี่ยวกับเรื่องธาตุจาก หลวงพ่อโสภา วัดหนองเลา อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม และรับถ่ายทอดวิชาในสายสำเร็จลุน แห่งวัดเวินไซ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว พอใกล้เข้าพรรษาท่านก็เกิดเบื่อหน่ายอีก จึงขออธิษฐานเสี่ยงทายอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ประมาณ 4 ทุ่มเศษ ขณะที่ท่านเอนหลังนอนคิดไตร่ตรองอยู่นั้น ฉับพลันได้ยินเสียงคนผู้ชายแว่ว ๆ บอกชื่อสถานที่ให้ไปปฏิบัติและรู้ในจิตขณะนั้นว่า อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งทางภาคอิสาน แถบ จ.เลย ทำให้ท่านถึงกับสดุ้งลุกขึ้นนั่งทันที เพราะในขณะนั้นยังมีสติอยู่ยังไม่ได้หลับแม้แต่นิดเดียว จึงทำให้ท่านตัดสินใจว่า เมื่อออกพรรษาแล้ว จะขอจัดงานใหญ่ถวายอุปัชฌาย์สักครั้งก่อน คือได้ทำเรื่องขอสมณศักดิ์หลวงพ่อท่านให้เป็นพระครูชั้นโท ซึ่งปรากฏว่าในปีนั้นหลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านได้เป็นพระครูชั้นโทจริง ๆ จึงได้จัดงานฉลองอายุ 73 ปี พร้อมทั้งฉลองสมณศักดิ์เป็นงานใหญ่ ในวันที่ 7 มกราคม 2539 ศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ท่านก็คิดช่วยงานหลวงพ่อสัมฤทธิ์จนผ่านช่วง ตรุษจีนปีนี้ไปแล้ว ก็จะขอหลวงพ่อออกเดินธุดงค์ดีกว่า เพราะถ้าอยู่วัดต่อไปท่านก็อาจขอลาสึกก็ได้

แต่ปรากฏว่าในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 หลวงพ่อสัมฤทธิ์ อายุ 73 ปี ก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคความดันและเบาหวานลดต่ำเกินขนาดแก้ไขไม่ทัน ท่านก็เลยต้องรับภาระในการจัดงานบำเพ็ญกุศลและดูแลรักษาการณ์ในตำแหน่งเจ้าอาวาสนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 24 Sep 2009 03:13 pm
เรื่อง: พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อวัชระ เอกวัณโณ

พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ เจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝดในปัจจุบัน คือผู้สืบสานตำนานวัดถ้ำแฝดและสรรพเวทย์วิทยาคมต่อจาก หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนและดีเยี่ยมสามารถดำรง รักษาศรัทธาของคณะศิษยานุศิษย์ได้อย่างต่อเนื่อง มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งเก่าและใหม่ ให้ความเคารพนับถือ ด้วยการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับผู้คนทุกหมู่เหล่าโดยเสมอภาคกัน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาสู่วัดอย่างเนืองแน่นตลอดเวลา จนการพัฒนาวัดได้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ผิดหูผิดตาจากที่เคยพบเห็นในอดีต สมกับความไว้วางใจของผู้เป็นครูบาอาจารย์ ที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ได้ให้รับใช้ใกล้ชิดมานานถึง 7 ปี จึงทำให้เป็นที่เคารพยกย่อง ของศรัทธามหาชนทั่วไป ในฐานะพระเกจิอาจารย์คลื่นลูกใหม่ที่มาแรง นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากทางคณะสงฆ์ในภาคต่าง ๆ นิมนต์ ไปร่วมงานพุทธาภิเษกหลายต่อหลายครั้ง

ความจริงแล้ว อาจารย์วัชระ หรือ หลวงพ่อวัชระ ท่านเป็นผู้ที่มีความสามารถในหลาย ๆ ทาง เพราะได้ช่วยสนองงานของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ แทบจะทุกด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบวัตถุมงคล งานประชาสัมพันธ์ การบันทึกประวัตื และบันทึกตำนานเหล็กไหลของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ไว้ได้ค่อนข้างสมบูรณ์จนถูกถ่ายทอดลงใน นิตยสารระดับแนวหน้าเกือบทุกฉบับ เช่น ศักดิ์สิทธิ์ พระเกจิ นะโม ชีวิตต้องสู้ นางพญา มหัศจรรย์ แปลก พุทธคุณ วงการพระเครื่อง โลกทิพย์ โลกลี้ลับ ฤทธิ์อำนาจ มงคลชัย จนมีการรวบรวมพิมพ์จำหน่ายเป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์หลายแห่ง และทางวัดได้พิมพ์แจกครั้งแรก เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานทำบุญครบ 100 วัน ของหลวงพ่อสัมฤทธิ์
 
เรื่องราวของเหล็กไหลวัดถ้ำแฝด ประกอบไปด้วยเนื้อหาสาระในหลายแง่ หลายมุม ทั้งข้อคิด ข้อเตือนใจ ภาคพิธีกรรมต่าง ๆ ประสพการณ์จากผู้ศรัทธาจำนวนมาก จนกลายเป็นข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิงหรือพาดพิงถึง ตลอดทั้งวิพากวิจารณ์ในแง่มุมต่าง ๆ นำไปเปรียบเทียบ เรียบเรียงจัดทำเป็นเรื่องราวออกพิมพ์จำหน่ายหลายครั้งด้วยกัน เพราะมีผู้สนใจใคร่ศึกษากลายเป็นหนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่งในตลาดเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางวัดมิได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการจำหน่าย นอกจากอนุญาตให้เผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานเท่านั้น ดังนั้นท่านผู้สนใจสามารถซื้อหาได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

นอกจากนั้น พระอาจารย์วัชระ ท่านได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ผู้เป็นบุรพาจารย์ใหญ่ ได้ทำพิธีครอบครูมอบกรรมสิทธิ์ในพิธีกรรมต่าง ๆ ให้แก่พระอาจารย์วัชระผู้เป็นศิษย์เอก ให้ทำพิธีกรรมต่าง ๆ แทนท่านได้ ยามเมื่อหลวงพ่อท่านมีกิจนิมนต์หรือเดินทางไปต่างประเทศ สุดยอดแห่งพิธีกรรมตำนานลับแห่งวัดถ้ำแฝด จะถ่ายทอดให้แก่ ธรรมทายาท ผู้จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในรุ่นต่อไปเท่านั้น เป็นกฎและเอกลักษณ์ของสำนัก เพราะประกอบด้วยเคล็ดวิชา พลังจิตที่แนบแน่นด้วยอานุภาพ อาคมมหามนต์อันศักดิ์สิทธิ์ และเทวดาประจำวิชาที่จะอยู่กับผู้ใช้วิชา เพียงคนเดียวเท่านั้น จึงไม่สามารถถ่ายทอดให้มากกว่าหนึ่งคนได้ อาศัยเหตุดังกล่าวข้างต้น พระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ จึงเป็นผู้เหมาะสมในการสืบทอดเจตนารมณ์ รับมอบมรดกธรรม จากหลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นอย่างยิ่ง และกล่าวได้ว่าท่านเป็นศิษย์ เอกเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถทำหน้าที่แทน หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้อย่างสมบูรณ์ในงานทุกอย่างที่หลวงพ่อได้ปลูกฝังไว้ให้ ไม่ว่าวิชาความรอบรู้ การพัฒนาวัด พัฒนาคน พัฒนาจิตใจ