ตำนานแม่นางกวักอีกอย่างหนึ่ง
เป็นตำนานที่สืบทอดจากเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระรามออกเดินป่าตามหานางสีดา
พระรามได้รบกับท้าวอุณาราชพญายักษ์เจ้านครสิงขร พระรามจึงเอาต้นกกมาทำเป็นลูกศรแผลงไปต้องยอดอกท้าวอุณาราช ติดตรึงอยู่กับที่ ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวตัวไม่ได้ คนทั้งหลายจึงเรียกกันว่า ท้าวกกขนาก
หลังจากแผลงศรไปขนาบอก ท้าวอุณาราชแล้ว พระรามได้สาปให้ศรตรึงท้าวอุณาราชอยู่เช่นนั้นตราบนานเท่านาน แล้วยังสาปสำทับไว้ว่า ท้าว กกขนากจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในถ้ำเขาวงพระจันทร์จนกระทั่งถึงศาสนาพระศรีอาริย์ เมื่อไรแล้ว ศรต้นกก ก็จะอันตธานหายไปเอง
นางประจันทร์ธิดาของท้าวอุณาราช ทราบเรื่องก็ เข้ามาเฝ้าปฏิบัติเป็นเพื่อนบิดาทั้งยังเอาใยบัวมาทอทำเป็นจีวรใยบัว เตรียมไว้ ถวายเมื่อถึงคราวพระศรีอาริย์เสด็จมาโปรด เป็นการสร้างกุศลอุทิศถวายให้แก่บิดา
ขณะนั้นชาวเมืองต่างเกรงกลัวท้าวอุณาราชหรือท้าว กกขนาก จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอาละวาด เห็นนางประจันทร์เอาน้ำส้มสายชูไปหล่อที่ ศรก็พากันขับไล่นางประจันทร์ พร้อมกับกลั่นแกล้งด้วยนานาประการ
ความได้ทราบไปถึง"ปู่เจ้าเขาเขียว" ผู้เป็น สหายของท้าวอุณาราชจึงส่ง แม่นากวัก ซึ่งเป็นธิดาของตน ซึ่งมีรูปโฉมงดงามเป็นที่สุด เป็น ที่แสนเสน่หาแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงในแผ่นดิน มาเป็นเพื่อนนางประ จันทร์ เพื่อนางประจันทร์จะได้เสื่อมคลายความเศร้าโศกลงบ้าง
และนับแต่แม่นางกวัก ธิดาของปู่เจ้าเขาเขียวมาอยู่เป็นเพื่อนนางประจันทร์แล้ว ประชาชนที่ เคยเกลียดชังนางประจันทร์มาแต่ก่อนกลับใจเป็นรักใคร่ นำของกำนัลต่างๆ มาให้ นางประจันทร์เป็นบรรณาการอยู่เสมอไม่ขาด
แม้การเดินทางจะแสนทุรกันดารเพียงไร ประชาชนเหล่า นั้นก็หาย่อท้อไม่พยายามเดินทางมาด้วยความรัก และเมตตาต่อนางประจันทร์เป็น ที่ยิ่งมุ่งหน้ามาทำบุญกุศลกันอย่างคับคั่งมากมาย ความเกลียดชังที่ท่วมท้น เป็นอันเสื่อมสลายไปสิ้น
ด้วยเหตุนี้ บรรดาพระเกจิอาจารย์ผู้ขลังทางเวทมนตร์ และตำราพระเวทย์ต่าง ๆ จึงได้เขียนพระยันต์ และสร้างรูป "แม่นางกวัก" ขึ้นไว้เป็นที่สักการบูชา เพื่อผลทางมหานิยมในการค้าขาย |