สรุปคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะ
ผู้ตั้ง ข้อความ
อ้วนรัชดา


วันที่เข้าร่วม: 08 Feb 2010
ตอบ: 122
ตอบเมื่อ: 21 Jun 2010 10:12 pm
เรื่อง: สรุปคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะ
ตอบโดยอ้างข้อความ

สรุปคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะ

พุทธเจ้าโคตมะ เมื่ออกบวช ยังไม่สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ไปรับศีลจากฤาษีพรามหมณ์สองตน คือ อาฬรดาบสและอุทกดาบส ไปฝึกนั่งสมาธิ จนมีฤทธิ์ แต่พระพุทธองค์สรุปว่าทางนี้ไม่มีปัญญาดับทุกข์ จึงขอลาอาจารย์ทั้งสองมาหาวิธีการดับทุกข์ด้วยตัวเอง จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และนำสิ่งที่ค้นพบมาสอนมนุษย์ เทวดา สัตว์โลก ให้พ้นทุกข์ได้เป็นจำนวนมาก
สิ่งที่พระพุทธองค์ค้นหาคือ คำตอบของการเกิดแก่เจ็บตาย เพื่อหาคำตอบว่าทำอย่างไรคนเราจึงจะไม่ตาย สิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบนั้นคือ การตายนั้นเป็นผลของการเกิด ทุกชีวิตเกิดมาต้องตาย ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ก็ต้องมีการดับไป เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกันของทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ เป็นกฎธรรมชาติหรือความจริงของโลกและชีวิตข้อที่หนึ่ง ที่ถูกค้นพบโดยพระพุทธเจ้าโคตมะ เรียกว่ากฎไตรลักษณ์ เมื่อทรงศึกษาต่อไป ก็พบความจริงอีกข้อหนึ่งที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาด้วยเหตุด้วยปัจจัย หรือ ไม่มีอะไรในโลกหรือสากลจักรวาลนี้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือไร้เหตุผล เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ
เมื่อพระพุทธองค์ค้นพบกฎธรรมชาติสองกฏ จึงหาสาเหตุของการเกิด เพื่อที่จะไม่ตาย ทรงพบว่า การเกิด หรือชาติภพนั้น เป็นเหตุมาจากทุกข์ และทุกข์ เป็นเหตุมาจากอวิชชา เรียกว่า วงจรการเกิดแก่เจ็บตาย หรือสงสารวัฏ
เพราะพระพุทธองค์ค้นพบความจริงของโลกและชีวิต ได้แก่ กฎธรรมชาติสองกฏนี้ คือ กฎไตรลักษณ์ และกฏอิทัปปัจจยตาปกิจจสมุปบาท จึงถือว่าสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น สรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าโคตมะ จึงมีแต่เรื่องของทุกข์ และการดับทุกข์ เพื่อที่จะได้ไม่เกิดแก่เจ็บตายต่อไปอีก หรือหลุดพ้นจากสงสารวัฏ เรียกว่า นิพพาน สำสอนใดที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับทุกข์ และการดับทุกข์ หรือนำไปปฏิบัติแล้วดับทุกข์ไม่ได้ ได้เพียงแต่หลบทุกข์ชั่วคราว จึงไม่ใช่คำสอนที่ถูกต้องครบถ้วนของพระพุทธเจ้าโคตมะ
ทุกข์ในโลกนี้ แบ่งเป็นสองอย่าง ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือธรรมชาติสร้างขึ้น คือ การเกิดแก่เจ็บตาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตายเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ธรรมชาติ ก็คือ ทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมา หรือทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งและการยึดมั่นถือมั่น (อุปทานขันธ์ ๕) เพราะฉะนั้น เมื่อดับทุกข์ที่เราปรุงแต่งขึ้นมาได้ (อุปธิวิเวก) ก็ดับทุกข์ที่เกิดจากธรรมชาติได้ ผลก็คือ นิพพาน
ก็อะไรคือเหตุของทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมา พระพุทธองค์ตรัสว่า “เพราะอวิชชาทำให้เกิดทุกข์” ส่งผลให้เกิดชาติเกิดภพ อวิชชาคือความหลงใหญ่ หรือ การตามไม่ทันความพอใจไม่พอใจ ที่เกิดจากการรับกระทบสัมผัส (ผัสสะ) ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (วิญญาณ ๖ ทวาร ๖ หรืออินทรีย์ ๖) ปล่อยให้ความพอใจไม่พอใจบังคับบัญชา เกิดเกิดการแสดงออกทางกาย ทางวาจา ผลจากการตามความพอใจไม่พอใจไม่ทันนี้ จะถูกจิตจดจำสะสมไว้เป็นความทรงความจำ (สัญญา) เมื่อเกิดการรับกระทบสัมผัสครั้งต่อไป สัญญาเดิมจะถูกสติดึงออกมาเป็นความคิด (หรือสังขาร) เมื่ออิทธิพลของความคิดมาจากอชิชา จิตก็จะตีความสิ่งที่มากระทบสัมผัสต่อเป็นพอใจไม่พอใจเหมือนเดิม (เรียกว่าเวทนา) ผลก็จะถูกจำย้ำไว้อีก และจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่จบไม่สิ้น
ความพอใจ ก็คือ โลภะ ความไม่พอใจก็คือ โทสะ ความหลง ก็คือโมหะ สามตัวนี้รวมกันเรียกว่า อวิชชา เพราะจิตเราเป็นธาตุรู้ ธาตุจำ เมื่อจิตรับรู้อะไรคิดอะไรก็จะจดจำในสิ่งนั้น ส่งผลให้คนเกิดลักษณะบุคลิกเฉพาะ หรือ เกิดเป็นนิสัย ที่คนเราทำอะไรเหมือนๆ เดิม คิดอะไรเหมือนๆ เดิม ก็เพราะผลจากการรับรู้ครั้งก่อนหน้า เรียกว่าอุปนิสัย
หากจะสรุปเป็นหลักการ ก็พอจะแสดงได้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึทำให้เกิดอารมณ์ เพราะอารมณ์เป็นปัจจัย จึงทำให้เกิดเวทนา เพราะการสั่งสมเวทนาเป็นระยะเวลานานจึงทำให้เกิดนิสัย เพราะนิสัยเป็นปัจจัย จึงทำให้เกิดความเห็น เพราะความเห็นจึงทำให้เกิดความคิด เพราะความคิดเป็นปัจจัยจึงทำให้เกิดการแสดงออก คือกระทำและการพูด การดำเนินชีวิต การตั้งใจกระทำ และการระลึกนึกถึง
เหตุผลที่ทำให้คนเรา หรือสัตว์โลกทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็คือการถูกคลอบงำโดยอวิชชานั่นเอง โดยกระบวนการที่พระพุทธองค์ค้นพบ จะเห็นได้ชัดเจนว่า การที่คนจะหลุดพ้นได้ด้วยตนเองนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือผู้ที่ค้นพบการดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง จึงเป็นเรื่องยากที่สุดในโลกอย่างหนึ่ง ในโลกหนึ่งดวง จะเกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เพียงหนึ่งพระองค์เท่านั้น เมื่อเกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ นั่นก็หมายถึงการเกิดโลกดวงใหม่ และมีความเป็นไปได้ว่า โลกบางดวงจะไม่เกิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
การดับทุกข์สัตว์โลกจึงต้องเริ่มจากการรับรู้ข้อมูลความจริงของโลกและชีวิต หรือการฟังธรรม จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือปฏิบัติเพื่อดับอวิชชา ผู้รู้ความจริงของโลกและชีวิตแบบนี้ ได้ชื่อว่า ผู้รู้แจ้ง ผู้เห็น ผู้บริบูรณ์ด้วยความเห็นที่ถูกต้อง คือโสดาบัน ผู้ใดนำไปปัฏิบัติ ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธองค์ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นอริยสาวก ผู้ได้นำไปปฏิบัติจนดับทุกข์ได้ตั้งแต่ขั้นต้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล
สิ่งที่ใช้ดับอวิชชา คือ วิชชา ได้แก่ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) หรือการรู้เท่าทันความพอใจไม่พอใจที่มากระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เท่าทันในขณะปัจจุบัน สิ่งที่จะดับความพอใจ ไม่พอใจได้ มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือ ความจริง เพราะการหลงตามความพอใจไม่พอใจนั้นเป็นความเห็น ความจริงที่จะนำมาดับทุกข์ได้ คือ กฎธรรมชาติสองกฏ ได้แก่ กฎไตรลักษณ์ และกฎของเหตุผลเหตุปัจจัย
การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เมื่อตาเห็นรูป ให้พิจารณา สร้างความเห็น ว่า สิ่งที่ตาเห็นนั้นเกิดขึ้น คงอยู่และต้องดับไป เกิดจากเหตุปัจจัยมารวมตัวกันเพียงชั่วคราว พร้อมด้วยเหตุปัจจัยที่ทำให้แตกสลายก็ต้องแตกสลาย มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา หรือ ไม่เที่ยง เช่นเดียวกันกับเมื่อหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส ในคิดนึก ให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงว่า (ความคิดเห็น ไม่ใช่เห็นด้วยตา) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มากระทบนี้ ไม่เที่ยง เกิดขึ้น และดับไป พร้อมกันให้พิจารณาตัวเองว่า เราเกิดมาก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย
การปฏิบัติแบบนี้ในชีวิตประจำวัน คือการฝึกเพื่อครอบงำอารมณ์ จะทำให้วิชชาเกิด อวิชชาดับ หรือดับทุกข์ได้ทันที จิตจะสะสมแต่ความจริง เมื่อข้ามความเห็นไปได้ ก็จะพบแต่ความจริง เมื่อจิตสะสมความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ จนความเห็นไม่ส่งอิธิพลต่อความคิด เรียกบุคคลผู้นั้นว่า ผู้ที่ประเสริฐที่สุด คือ อรหันต์
สัมมาทิฏฐิที่นับเนื่องเป็นองค์มรรค เกิดจากการสร้างหรือสะสมวิชชา หรือการเจริญปัญญาที่ดับทุกข์ได้ หรือการเจริญความเห็นที่ถูกต้อง เท่าทันต่อสิ่งที่มากระทบสัมผัสให้บริบูรณ์ทั้ง ๖ ทาง ขาดทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ซึ่งต้องทำให้มาก ฝึกให้มาก เจริญให้มาก จึงจะเกิดความเห็นที่มั่นคงถาวร เรียกว่าการวิปัสนาภาวนา ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิที่นับเนื่องเป็นองค์มรรคก็คืออริยบุคคลตั้งแต่โสดาปัฏิผลเป็นต้นไป การวิปัสนาภาวนาสามารถเจริญได้ตลอดเวลาเว้นตอนหลับ ในวันหนึ่งๆ ต้องพยายามไม่ให้ความพอใจไม่พอใจเกิด หรือเกิดขึ้นมาแล้วครบงำเราได้ ผู้ใดสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ ไม่เกิด ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ตามคำพยากรณ์ของพระพุทธองค์ หากไม่ได้ทำอนันตริยกรรม หรือเป็นพระที่ผิดศีลปราชิกมาก่อน
เมื่อความเห็นชอบเกิด ความคิดก็จะเป็นไปในทางที่ชอบ เพราะความเห็นเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความคิด (เรียกว่าเกิดปัญญา) เมื่อคิดถูก ก็ทำถูก พูดถูก เมื่อทำถูก การดำรงชีวิตก็เป็นไปในทางที่ถูก (ศีลเกิด) เมื่อเกิดการระลึกหรือนึกถึงอะไรก็จะนึกได้แต่เรื่องที่ถูก ความตั้งใจก็เป็นไปในทางที่ถูก จิตก็เกิดความสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน (สมาธิ)
ผู้ใดเกิดปัญญา หรือ สัมมาทิฏฐิที่นับเนื่องเป็นองค์มรรคแล้ว คือเป็นอริยบุคคลแล้ว องค์มรรคที่เหลือก็จะเกิดขึ้นตามมาครบ ๘ ประการ เรียกว่า เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปรกติชีวิตประจำวันดำเนินไปตางทางนี้ องค์ธรรมที่เหลือในโพธิปัก ๓๗ ประการจะเริ่มเกิดขึ้นตามมา จนครบตามหลักของเหตุปัจจัย ผู้นั้นก็จะบรรลุถึงนิพพานในที่สุด