สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

พระปิดตา (ยันต์ยุ่ง) หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังราชวรวิหาร

amulet.in.th -> ประวัติพระเครื่อง เหรียญ และพระบูชา
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 22 Jun 2010 08:01 pm
เรื่อง: พระปิดตา (ยันต์ยุ่ง) หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังราชวรวิหาร
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระปิดตา (ยันต์ยุ่ง) หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังราชวรวิหาร

วัดหนังราชวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นตรีเดิมเป็นวัดราษฎร์ มีสืบมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ หรือที่รู้จักพระนามของพระองค์ท่านว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เนื่องจากได้พบจารึกศักราชที่ระฆังโบราณภายในวัด ตามจารึกปรากฎว่าสร้างแต่ พ.ศ.๒๒๖๐ พระมหาพุทธรักขิตกับหมื่นเพชรพิจิตรเป็นหัวหน้าพร้อมด้วยภิกษุสามเณรทายกทายิกา ตลอดจนมีตาเถรเข้ามาเป็นสมาชิกแห่งสมาคมสร้างระฆังนี้ วัดหนังฯ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

มูลเหตุที่พระองค์ท่านทรงสถาปนวัดหนังฯ เป็นพระอารามหลวงน่าจะเนื่องด้วยราชนิกูลสายพระชนนีสมเด็จพระศรีสุลาลัย เพราะพระองค์ท่านเคยประทับอยู่ที่บริเวณใกล้ๆ วัดหนังฯ โดยพระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการฉลองวัดหนังฯ ในวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๐ นั่นเอง ในพงศาวดารภาคที่ ๓๓ บุพภาคพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีกล่าวถึงวัดหนังฯ ไว้ดังนี้ กรมหมื่นพิทักษ์ทรงเป็นนายด่านทำการจนแล้วสำเร็จ ปูชณียสถานเสนาสนะต่างๆ ในยุคที่ยังเป็นวัดราษฎร์เดิมทำอย่างไรและมีอะไรเท่าไรไม่ทราบ ในยุคสถาปนาพระอารามหลวงนี้ สิ่งก่อสร้างในเขตสถาปนาเป็นของทำใหม่ทั้งสิ้น สิ่งที่มิได้ทรงสร้างมีปรากฎเพียงพระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลา ๒-๓ องค์ในพระวิหารตอนหลังกับระฆังอีก ๑ ระฆัง

ในส่วนประวัติของ พระภาวนาโกศลเถระหรือหลวงปู่เอี่ยมผู้สร้างพระปิดตามหาอุดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เดิมท่านมีนามว่า เอี่ยมเป็นชาวบางขุนเทียนโดยกำเนิด บ้านอยู่ริมคลองบางหว้า หลังวัดหนังฯ เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๙ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๕ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในสกุล “ทองอู๋” โยมบิดาท่านมีชื่อว่า นายทองและโยมมารดาท่านมีชื่อว่า นางอู่ ซึ่งเป็นต้นตระกูล “ทองอู๋” ในขณะนั้นโยมทั้งสองท่านประกอบอาชีพเป็นชาวสวนและมีฐานะมั่นคง เมื่อได้มีการตราพระราชบัญญัติขนามนามสกุลขึ้นในสมัยรัชการลที่ ๖ บุคคลชั้นหลังของตระกูลนี้ขอใช้นามสกุลว่า “ทองอู่” อันเป็นนามรวมของโยมทั้ง ๒ แต่ต่อมาไม่นานนักก็ได้มีเจ้านายองค์หนึ่งทรงทักท้วงว่าคำว่าทองอู่นั้นไปพ้องกับพระนามของเจ้าต่างกรมพระองค์เข้าจึงต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทองอู๋” สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อท่านอายุ ๙ ปี โยมทั้งสองของท่านได้นำมาฝากเรียนหนังสือในสำนักพระครูธรรมถิดาญาณหรือหลวงปู่รอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนังราชวรวิหารและเมื่ออายุได้ ๑๑ ปี ท่านได้ศึกษาพระบาลีปริยัติธรรมในสำนักพระมหายิ้ม วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อจากนั้นได้ไปอยู่ในสำนักพระปิฎกโกศล (ฉิม) วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)

ต่อมาท่านได้กลับมาบรรพชาเป็นสามเณรและศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่วัดหนังฯ การศึกษาในระยะนี้ดำเนินมาหลายปีติดต่อกันจนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๓๙๔ เมื่อท่านอายุได้ ๑๙ ปี จึงได้เข้าสองแปลพระปริยัติธรรมสนามหลวง ซึ่งสมัยนั้นต้องเข้าสอบแปลปากเปล่าต่อหน้าพระพักตร์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามแต่น่าเสียดายที่ท่านสอบพลาดไป ท่านเลยลาสิกขากลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพอยู่ระยะหนึ่ง เวลาผ่านไปเพียง ๓ ปีเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ เมื่อท่านอายุได้ ๒๒ ปี ท่านได้มาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราชโอรสาราม (วัดจอมทอง) โดยมีพระสุธรรมเทพเถระ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์ (จีน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระภาวนาโกศลเถระ (รอด) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีฉายาว่า “สุวัณณะสะโร”

หลวงปู่เอี่ยมเป็นพระที่เคร่งครัดในธรรมวินัยและใฝ่ใจในการศึกษาพระปริยัติธรรม ภายหลังท่านได้ย้ายไปอยู่ที่วัดนางนองตามพระอาจารย์ของท่านคือ “หลวงปู่รอด” ซึ่งเป็นพระคู่สวดของท่าน ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่รอดถูกถอดสมณศักดิ์ เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔) หลวงปู่รอดไม่ยอมถวายอดิเรกในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดนางนอน ทำให้หลวงปู่รอดกลายเป็นพระภิกษุที่ไม่มีสมณศักดิ์ หลวงปู่รอดจึงได้ย้ายไปอยู่ที่วัดโคนอน ทว่าหลวงปู่เอี่ยมก็ยังคงให้ความนับถือหลวงปู่รอดเช่นเดิม หลวงปู่รอดมีชื่อเสียงในด้านการมีวิทยาคมขลัง หลวงปู่รอดเรียนพระกรรมฐานมา จากพระนิโรธรังสี ซึ่งเป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานรูปสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งยังเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดหนังฯ รูปก่อนด้วยทำให้หลวงปู่เอี่ยมได้หันมาสนใจในด้านพุทธาคมบ้าง ท่านเล่าเรียนทั้งการลบผงวิเศษ ตำรับเลขยันต์และพระกรรมฐาน จนได้เป็นศิษย์เอกที่หลวงปู่รอดรักมา หลวงปู่รอดจึงถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ท่านจนหมดสิ้น ต่อมาไม่นานหลวงปู่รอดได้ถึงแก่มรณภาพหลวงปู่เอี่ยมก็ได้ครองตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดโคนอนสืบแทนพระอาจารย์ต่อไป

ยังมีเหตุการณ์สำคัญอีกคราวหนึ่งขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสยุโรป พระองค์ท่านได้เสด็จฯมาพบหลวงปู่เอี่ยม ซึ่งในขณะนั้นมีสมณศักดิ์ที่พระปลัดเท่านั้นโดยพระองค์ท่านตรัสถามถึงเหตุการณ์ที่จะเสด็จประพาสเมืองยุโรปว่าจะเป็นเช่นไร ในครั้ง่นั้นหลวงปู่เอี่ยมได้ทูลตอบว่า “มหาบพิตรการเสด็จพระราชดำเนินสู่ยุโรปครั้งนี้จะต้องประสบภัยสองครั้งครั้งแรกในทะเลที่วังวน อาตมาจะถวายผ้ายันต์พิเศษและคาถากำกับเมื่อเข้าที่คับขัน ขอให้เสด็จฯ ไปยืนที่หัวเรือแล้วภาวนาคาถากำกับผ้ายันต์ แล้วโบกผ้านั้น จะเกิดลมมหาวาตะพัดให้เรือหลุดจากการเข้าสู่วังวนได้ ภัยครั้งที่สองเกิดจากสัตว์จตุบท (สี่เท้า) คืออัสตรชาติอันดุร้ายที่ฝ่ายตรงข้ามจะทดลองพระองค์ อาตมาจะถวายคาถาพิเศษสำหรับภาวนาเวลาถอนหญ้าให้อัสดรอันดุร้ายนั้นกิน จะคลายพยศและสามารถประทับบังคับให้ทำตามพระราชหฤทัยได้เหมือนม้าเชื่อง” เมื่อพระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรปก็ปรากฎว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่หลวงปู่เอี่ยมได้ทำนายไว้ก็เป็นจริงทุกประการ

สำหรับพระคาถาที่หลวงปู่เอี่ยมถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ “คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า” ซึ่งมีเนื้อความว่า “อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ”

ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๔๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงปู่เอี่ยมไปครองวัดหนังฯ ในปีถัดมาท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชคณะที่ พระภาวนาโกศล ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับพระอาจารย์ของท่าน สำหรับผู้ที่จะดำรงสมณศักดิ์นี้จะต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญพระกรรมฐาน โดยท่านได้ครองวัดหนังฯ อยู่ถึง ๒๗ ปีเศษ จึงถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๙ รวมอายุได้ ๙๔ ปี

พระปิดตามหาอุดหล่อด้วยโลหะสำริดที่หลวงปู่เอี่ยมสร้างได้รับการจัดไว้ในชุดเบญจพระปิดตา เนื้อโลหะ เช่นกัน พระปิดทวารยันต์ยุ่งของวัดหนังฯ จะมีกรรมวิธีและลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดทอง ซึ่งต้องใช้ความประณีตปั้นหุ่นจากเทียนทีละองค์ ทำให้พระแต่ลองค์ไม่เหมือนกัน สำหรับโลหะที่ท่านเจ้าคุณเฒ่าหรือหลวงปู่เอี่ยมนำมาสร้างพระปิดทวารนั้นมีทั้งเนื้อสำริตแก่เงินและเนื้อโลหะแก่ทอง เมฆพัด ตะกั่วและผง (หายากมาก) พระปิดตามหาอุดยันต์ยุ่ง เนื้อสำริดเงินสวยๆ ตอนนี้ต้องเช่าหากันที่หลักล้าน

การสร้างพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยม ท่านสร้างแบบองค์ต่อองค์หากพบพระที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการสององค์พร้อมกันนั่นหมายความว่าต้องมีองค์ใดองค์หนึ่งที่เก๊อย่างแน่นอน เพราะกรรมวิธีการสร้างนั้นเมื่อขึ้นหุ่นเทียนเป็นรูปองค์พระปิดตาแล้วก็เอาดินมาพอกที่หุ่นเทียน แล้วจึงใช้ความร้อนสำรอกเอาหุ่นเทียนให้ละลายออกมา เนื้อของดินด้านในจะเป็นรอยของหุ่นเทียนแทนจึงนำเอาสำริตเทลงไปในดินแทนที่หุ่นเทียน ถือเป็นงานที่แสดงออกซึ่งศิลปะและภูมิปัญญา

สำหรับพุทธคุณของพระปิดตามหาอุด วัดหนังฯ นั้นเคยมีเรื่องเล่ากันว่า หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง บางขุนเทียน อดีตท่านเคยเป็นนักเลงไม่เกรงกลัวใคร วัตถุมงคลของท่านขึ้นชื่อเรื่องคงกระพันชาตรียิ่งนักแต่ท่านได้เคยเอ่ยปากบอกลูกศิษย์ของท่านว่า หากไปเจอใครที่มีของดีสายหลวงปู่เอี่ยม วัดหนังฯ พยายามเป็นมิตรไว้ จะดีที่สุดเพราะของวัดหนังฯ นั้นมีอายุภาพสูงในด้านคงกระพันเช่นกันขนาดหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง ยังกล่าวเช่นนี้ พระปิดตามหาอุดที่พระภาวนาโกศลเถระหรือหลวงปู่เอี่ยมสร้างเอาไว้ก็ย่อมต้องเป็นของดีอย่างแน่นอนทีเดียว

การพิจารณาในความเป็นพระปิดตายันต์ยุ่ง วัดหนัง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหาข้อยุติได้ด้วยการชี้จุดตำหนิที่ตายตัวอย่างเหรียญหรือพระพิมพ์ที่กำเนิดโดยล็อกแม่พิมพ์เดียวกัน ด้วยพระปิดตาตระกูลนี้กำเนิดด้วยกรรมวิธีเดียวกับพระปิดตายันต์ยุ่ง วัดทอง คือการปั้นหุ่นขึ้นพิมพ์แทหล่อทีละองค์แบบโบราณ ซึ่งผู้สนใจใฝ่รู้ในการพิจารณาพระปิดตาตระกูลนี้จำเป็นต้องมีประสบการณ์หาโอกาสสัมผัสพระแท้องค์จริงให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เข้าถึงลักษณะของรูปทรงพิมพ์พระ และรู้ซึ้งถึงเอกลักษณ์การจัดวางเส้นสายโดยฝีมือช่าง ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพระที่สร้างด้วยวิธีนี้จะไม่มีองค์ใดมีรูปทรงรายละเอียด จุดตำหนิเหมือนกันเป๊ะดังคำที่ว่า “ละม้ายได้แต่ถ้าเหมือนเก๊” เมื่อเข้าใจจุดนี้จึงค่อยมาศึกาหาความรู้จากการดูกระแสโลหะที่เป็นทั้งเนื้อในและผิวนอกให้รู้ว่ามีส่วนผสมของโลหะชนิดใดแก่อ่อนกว่ากัน ซึ่งแต่ละสำนักต่างต้องมีสูตรผสมสำเร็จเป็นของตัวเอง ลักษณะผิวเนื้อทั้งที่ตื้นที่ลึก ความแห้ง คราบไคล (สนิมโลหะ) ที่เกิดขึ้นตามาอายุอย่างเป็นธรรมชาติ ก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาที่ไม่อาจละเลยเด็ดขาด อีกประการสำคัญกรรมวิธีการสร้างพระแบบนี้เป็นการขึ้นหุ่นด้วยขี้ผึ้งแบบลอยองค์ พอกหุ่นเทโลหะไล่เนื้อขี้ผึ้งสำเร็จเป็นองค์พระแบบสมบูรณ์ จึงมีจุดสุงเกตที่ต้องจดจำ คือ พระทุกองค์ต้องไม่มีตะเข็บข้างอย่างพระที่สร้างด้วยวิธีใช้แม่พิมพ์แบบประกบ ซึ่งนิยมสร้างกันในยุคต่อมา

จุดสังเกตที่ผู้ชำนาญการใช้ในการพิจารณา
1. ความอวบอิ่มของเส้นสายลายศิลป์และอักขระเลขยันต์
2. รอยเหี่ยวย่นมีมักเกิดกับผิวเนื้อชั้นนอกสุดที่ไม่โดนสัมผัส
3. ผิวเนื้อในซอกส่วนลึกที่มักมีคราบไคลที่เกิดจากการหลอมละลายที่เรียกกันว่า “คราบขี้เบ้า” และเศษโลหะส่วนเกิดแกะติดให้เห็นอยู่ทั่วไป
4. พระปิดตาตระกูลนี้สำเร็จได้ด้วยมือไม่มีการใช้เครื่องจักรช่วยในขั้นตอนใดเลย จึงต้องจดจำว่าหากมีองค์พระมีซอกมุมใด เช่นซอกนิ้วมือ ช่องว่างระหว่างเส้นถ้าปรากฎว่าร่อยรอยการใช้เครื่องจักรให้เห็น พึงสังวรณ์ว่าไม่ใพระแท้แน่นอน
5. พระปิดตาวัดหนัง พิมพ์ยันต์ยุ่งทุกองค์ จะมีลักษณะพิเศษที่มีเส้นลำพระกรคู่ล่างวิ่งผ่านเข้าไปปิดทวาร ทำให้ไม่มีเส้นแบ่งช้อนขาให้เห็น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากพระปิดตาวัดทอง อย่างชัดเจน

amulet.in.th -> ประวัติพระเครื่อง เหรียญ และพระบูชา