หลวงพ่อสมหมาย วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 01 Nov 2010 09:22 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสมหมาย วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อสมหมาย อตฺตมโน วัดป่าสันติกาวาส ต.ไชยวาน อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

อัตโนประวัติ

“หลวงพ่อสมหมาย อตฺตมโน” หรือ “พระครูเมตตากิตติคุณ” เป็นพระผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านชาวเมืองอุดรธานี กราบไหว้ยกย่องนับถือในวัตรปฏิบัติและปฏิปทา รวมทั้ง การเทศนาสอนธรรมกัมมัฏฐานแก่ญาติโยม

ท่านบริหารจัดการวัดตามแนวของหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสันติกาวาส ด้วยการสร้างศรัทธาปสาทะให้ญาติโยมรอบวัดเลื่อมใสก่อน ส่วนการปฏิบัติธรรมได้ยึดตามแนวหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต คำเทศนาหรือบทธรรมของท่าน ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องหลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ภัยในชีวิตประจำวันของผู้คน

หลวงพ่อสมหมาย อตฺตมโน มีนามเดิมว่า สมหมาย จันทรรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2493 ตรงกับวันศุกร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีขาล ณ บ้านไชยวาน ต.ไชยวาน อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายขันตี และนางสุดี จันทรรักษ์ ปัจจุบัน สิริอายุได้ 59 พรรษา 39 (เมื่อปี พ.ศ.2552) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าสันติกาวาส บ้านหนองตูม ต.ไชยวาน อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

ชีวิตปฐมวัย

ในวัยเด็กมีอุปนิสัยใฝ่ทางธรรม ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสพบกับ หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (พระครูศาสนูปกรณ์) พระภิกษุชื่อดังสายธรรมพระกัมมัฏฐานของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ออกเดินธุดงค์มาสร้างวัดป่าสันติกาวาส ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2493 เพื่ออบรมสั่งสอนคณะศรัทธาญาติโยมในพื้นที่ให้สนใจการปฏิบัติภาวนา โดยได้ติดตามโยมบิดาไปฟังเทศน์จากหลวงปู่บุญจันทร์ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

การบรรพชาและอุปสมบท

พออายุ 12 ขวบ โยมบิดาได้ล้มป่วย และต่อมาได้เสียชีวิตลง ทำให้ท่านเกิดความปลงตกในชีวิต เบื่อหน่ายทางโลก จิตใจขอมุ่งแสวงหาทางธรรมเพื่อความหลุดพ้น จึงได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2507 ณ วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี พระอุดมญาณโมลี (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชเมธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2513 ณ พัทธสีมาวัดอัมพวัน (วัดม่วง) ต.หนองหาร อ.หนองหาร จ.อุดรธานี โดยมี หลวงปู่ทัน ปภสฺสโร เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่พวง สุวีโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ หลวงปู่บุญมาก อุตฺตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “อตฺตมโน” ซึ่งแปลว่า “มีใจของตน คือมีจิตยินดีแล้ว”

อุปัฏฐากหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล

ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ณ วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี มาโดยตลอด ต่อมาได้เดินทางออกไปปฏิบัติธุดงค์หลายแห่งด้วยเท้าเปล่า และมีโอกาสได้ไปกราบ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ครั้นเมื่อเดินทางกลับมาอยู่ที่วัดป่าสันติกาวาส ท่านมีหน้าที่อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่บุญจันทร์มาโดยตลอดเช่นเดิม

กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2515 หลวงปู่บุญจันทร์อาพาธเป็นวัณโรคกระดูก รักษาตัวอยู่ที่ตึก 72 ปี โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ ด้วยการทำหน้าที่การอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่บุญจันทร์ ขณะอยู่โรงพยาบาลหลังการผ่าตัด ทำให้หลวงพ่อสมหมายได้พิจารณาธรรมหลายอย่าง ได้เห็นทุกข์ ความเปลี่ยนแปลงของสังขาร ได้อุบายธรรมจากการเจ็บป่วย อุบายธรรมดังกล่าวได้น้อมเข้ามาให้เห็นทุกข์ของสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย รู้สึกเข้าใจสังขาร รูป กาย จิต อย่าไปสำคัญมั่นหมายหลงตัวเอง หลงว่าเป็นของเรา จึงเกิดทุกข์วุ่นวายเดือดร้อน

หลวงพ่อสมหมาย มีความรู้สึกผูกพันกับหลวงปู่มาก ช่วงหนึ่งหลังจากบวชพระได้ 8-9 ปี มีพระอาจารย์รูปหนึ่งมาคุยกับหลวงปู่ ท่านบอกว่าต่อไปจะมอบให้ท่านสมหมายดูแลรับผิดชอบวัดป่าสันติกาวาส

อยู่ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2520 มีเหตุบังเอิญต้องออกไปสร้างวัดป่าโนนม่วง (วัดโคกใหญ่) รวมทั้งได้อบรมสั่งสอนคณะศรัทธาญาติโยมในพื้นที่ให้เลิกไหว้ผี และหันมานับถือพระพุทธศาสนา

ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าสันติกาวาส

จนกระทั่งหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล ได้มรณภาพลง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2538 หลวงพ่อสมหมายท่านจึงกลับมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าสันติกาวาสสืบแทน กระทั่งถึงปัจจุบัน ส่วนวัดป่าโนนม่วง (วัดโคกใหญ่) นั้น ท่านได้มอบหมายให้พระอาจารย์อัศวินไปดูแลแทน

หลวงพ่อสมหมาย เคยปรารภว่า “แต่ก่อนมักจะสงสัยว่าหลวงปู่ถึงที่สุดหรือยัง (ความบริสุทธิ์ของจิต) จึงคิดจะทดสอบจิต หลังสรงน้ำหลวงปู่บุญจันทร์เสร็จ คิดในใจว่าท่านบริสุทธิ์แน่จริงไหม ทันใดนั้นท่านได้พูดออกมาเลยว่าจะมาสงสัยอะไรในครูบาอาจารย์ วันต่อมายังคิดอีก ในเวลาเดียวกัน หลวงปู่ท่านก็พูดเหมือนเดิม แต่จิตก็ยังคิดอีก วันที่ 3 ท่านก็พูดอีก แต่คราวนี้ท่านพูดเหน็บว่า น่าจะสงสัยตัวเจ้ามากกว่า พอไปภาวนาก็เห็นหลวงปู่ใสสว่างมาก จึงหมดความสงสัยในตัวท่าน”

ธงธรรมเมืองอุดรธานี

หลวงพ่อสมหมาย ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับจากหลวงปู่บุญจันทร์ ว่า “หลวงปู่สอนให้ล้างบาตร ล้างเท้า แต่อาตมาล้างไม่เป็น คือ ใช้น้ำขันเดียวทำอย่างไรจึงล้างเท้าได้ทั่ว หลวงปู่ไม่บอกให้ใช้ปัญญาคิดเอง ได้แต่พูดว่าคนล้างเท้าไม่เป็น เวลาญาติโยมมาวัดต้องจัดหาน้ำมาต้อนรับ ปูเสื่อให้ ขณะหลวงปู่นั่งรับแขก เราจะต้องนั่งอยู่ในที่ที่อันควร ถ้ายังไม่ย้ายที่ ท่านจะมองด้วยสายตา แล้วจะโดนเทศน์ว่า คนไม่ฉลาด จนกว่าเราจะคิดได้เอง”

เวลาหลวงปู่นั่งสมาธิ ของใช้ต่างๆ ต้องจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่เคยวาง เช่น กาน้ำ กระโถน กรองน้ำใส่กาให้ได้ระดับที่กำหนด ถ้าไม่ใช่ตามนั้นหลวงปู่สามารถรู้ได้ เวลาท่านยกกาขึ้นเทน้ำ ความหนักเบาไม่เท่ากัน และจะโดนเทศน์ คนไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่รู้ประมาณ ท่านฝึกให้ทำงานอย่างมีสติ

“กุฏิหลวงปู่บุญจันทร์อยู่กลางน้ำ สะพานที่เดินไปถึงกุฏิทำด้วยไม้ไผ่ยาว เดินอย่างไรจึงจะไม่มีเสียง การวางฝ่าเท้า ส้นเท้า เมื่อไปถึงประตูกุฏิ ถ้าหลวงปู่ยังไม่ลุกจากที่ภาวนา ห้ามทำเสียงดัง ต้องนั่งภาวนาคอยอยู่หน้ากุฏิก่อน ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน”

การเดินจงกรมไม่ได้นับว่าเดินได้กี่รอบ ต้องเดินจนจิตสงบ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก จิตแน่วแน่กับลมหายใจ ให้เพ่งไปตรงหน้าอก ถ้าสงบจิตจะใสสว่าง มองเห็นร่างของตนเองเป็นโครงกระดูก ถ้าตกใจจิตจะถอนทันที แล้วนิมิตจะหายไป

หลวงพ่อสมหมาย ปรารภอีกว่า ทุกอย่างต้องทำอย่างมีสติตลอดเวลา ฉันภัตตาหารห้ามทำเสียงดัง ก่อนฉันภัตตาหารทุกวัน เวลาภาวนาท่านจะสอนว่าอย่าปล่อยให้ความเกียจคร้านเข้าครอบงำ ต้องตั้งสัจจะอธิษฐานเข้าไปหนุนความเพียรให้มีขันติ แล้วพิจารณาดูจะเห็นความหยาบ ความละเอียดของจิต

ทุกวันนี้ หลวงพ่อสมหมาย ยังปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นตามแนวปฏิปทาของหลวงปู่บุญจันทร์ ยังปฏิบัติตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นนำพาดำเนินไป

ปฏิปทาของหลวงพ่อสมหมาย จึงเป็นดั่งดวงประทีป ดวงชีวิต เป็นหลักชัยและหลักใจของลูกหลานชาวเมืองอุดรธานี และผองชาวพุทธตลอดไป ตราบนานเท่านาน เป็นพระสุปฏิปันโนที่ควรค่าแก่กราบ