นอกจากนั้นยังเชื่อว่า ถ้าเอาดอกผสมกับน้ำมันสกัดจากพืชอะไรก็ได้ ไม่ใช่ น้ำมันสกัดจากเกสรดอกไม้หรือน้ำสัตว์แล้วใช้ทาตัว จะทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรีด้วย นักเลงสมัยโบราณเชื่อถือกันมาก อย่างไรก็ตาม หัวของ"ว่านกุมารทอง"ห้ามนำไปใช้กินอย่างเด็ดขาด เพราะยางจากหัวว่านจะทำให้ลิ้นแข็ง อาจทำให้เสียชีวิตได้
ว่านกุมารทอง มีหัวคล้ายหัวหอมใหญ่ บางหัวจะมีลายจุดสีแดงทั่วหัว ส่วนก้นหัวจะมีรากออกเป็น กระจุกหนาแน่นดูเหมือนแท่นหรือฐานรองหัว ทำให้ดูคล้ายเด็กนั่งอยู่บนแท่นไว้ ผมจุก จึงถูกเรียกชื่อว่า "ว่านกุมารทอง" ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบแหลม ลักษณะใบคล้ายใบว่านมหาลาภ มีจุดแดงอมดำตลอดทั้งต้น ดอกออกก่อนจึงแตกใบ ซึ่ง "ว่านกุมารทอง" จะยุบตัวฝังหัวอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูแล้ง แต่ พอเข้าสู่ฤดูฝนได้เม็ดฝนโปรยปรายลงมาจะมีดอกก่อน จึงแตกใบขึ้นมาทีหลัง
ดอก มีลักษณะเป็นฝอยคล้ายพู่ รูปทรงกลม สีแดงสดใส จึงทำให้บางพื้นที่เรียกว่านนี้ว่า "ว่านพู่ จอมพล" ทางภาคอีสานเรียกว่า "ว่านแสงอาทิตย์" และ ดอกออกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมคนทางภาคเหนือจึงเรียกว่า "ดอกพฤษภาคม" นิยมปลูกตามความเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งสมัยโบราณ จะมีว่านนี้ปลูกไว้หน้าบ้านเกือบทุกบ้าน ขยายพันธุ์ด้วยหัว
การปลูก เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ปลูกลงดินต้องเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ปลูกลงกระถางต้องทำทางระบายน้ำได้ดี ว่านนี้ไม่จำกัดวันปลูก และ ไม่มีคาถากำกับ |