สังฆทานที่ถูกต้อง
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 23 Jul 2008 03:23 pm
เรื่อง: สังฆทานที่ถูกต้อง
ตอบโดยอ้างข้อความ

สังฆทานที่ถูกต้อง

การทำบุญสูงสุดด้านอาหารที่แท้จริง ก็คือการทำบุญสังฆทาน

วิธีปฎิบัติที่ถูกต้องมีดังนี้

๑.ต้องเป็นอาหารที่พระฉันได้ในเวลานั้น และต้องถวายก่อนเที่ยง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับการที่เราถวายภัตตาหารเพลพระนั่นเอง (ส่วนของที่เป็นถัง ๆ หรือของอย่างอื่นเป็นได้แค่เพียงบริวารสังฆทานเท่านั้น)

๒.ต้องกล่าวคำถวายสังฆทาน ดังนี้
อิมานิ มะยังภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณ ชะยามะ สาธุ โน ภันเต ๓กขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฎิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ (ในหัตถบาสใช้อิมานิ นอกหัตถบาสใช้เอตานิ)
หมายเหตุ ในคำกล่าวถวายนั้น ถ้าไม่มีคำว่า ภิกขุสังฆัสสะ ถือว่าการถวายนั้นไม่ใช่การถวายสังฆทาน

๓.พระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป (พระ ๔ รูปเรียกว่าครบสงฆ์) จึงจะรับสังฆทานได้ เพราะคำว่าสังฆทานนั้นแปลว่า เป็นทานที่ถวายแด่สงฆ์ เป็นบุญสูงสุดด้านอาหาร ฉะนั้นพระ ๑ รูป ๒ รูป ๓ รูป ไม่สามารถรับสังฆทานได้ เป็นบาปและถือว่าหลอกลวง เพราะไม่ใช่สงฆ์ เป็นแค่เพียงบุคคลเท่านั้นต่อเมื่อพระครบ ๔ รูปจึงถือว่าเป็นสงฆ์ เว้นเสียแต่เป็นพระอรหันต์ ๑ องค์ก็สามารถรับสังฆทานได้ เพราะพระอรหันต์ ๑ องค์ถือว่าเป็นสงฆ์ ชาวพุทธทั่วไปยังไม่เข้าใจว่าพระสงฆ์แตกต่างจากสมมุติสงฆ์อย่างไร และทำไมถึงเรียกว่า ๑ รูปบ้าง ๑ องค์บ้าง(ขอให้ดูในรายละเอียดเรื่องไฟนรก ๗ กอง)

๔.จะต้องทำการอปโลกน์สังฆทาน หลังจากที่พระรับสังฆทานแล้วพระรูปที่ ๒ จะต้องทำการอปโลกน์ (คือการประชุมสงฆ์ เพื่อทำการแบ่งปันอาหารที่ได้รับถวายมาตามลำดับจนถึงให้ญาติโยม) แต่ถ้าพระไม่ทำการอปโลกน์อาหารทุกชิ้นถือเป็นของสงฆ์ทั้งสิ้น ญาติโยมจะไปกินไม่ได้เด็ดขาด ถึงเเม้ว่าพระบางรูปจะบอกยกให้ก็กินไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นบุคคลให้ ไม่ใช่สงฆ์ให้แม้แต่พระที่เป็นผู้รับสังฆทานเองกับมือก็จะฉันไม่ได้ ถ้าผู้ใดก็ตามขืนไปกินเข้าเมื่อตายไปจะต้องเกิดเป็นเปรต ๙๒ กัลป์ แม้แต่สุนัข มด แมลง ไปกิน ก็ต้องเป็นเปรตเหมือนกัน ซ฿งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากของชาวพุทธที่ไม่รู้ธรรมะ

คำอปโลกน์สังฆทาน

ยัคเฆ ภันเต สังโฆ ชานาตุ อะยัง ปะฐะมะ ภาโค มะหาเถรัสสะ ปาปุณาติ อะวะเสสา ภาคา อัมหากัง ปาปุณาติ

จากหนังสือ ความสำเร็จที่มาจากพระพุทธเจ้า ของ อ.ศิริพงษ์ อัครศรียุกต์

อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 23 Jul 2008 03:25 pm
เรื่อง: สังฆทานที่ถูกต้องจะให้ผลเกินความคาดหมายดังเช่นสุภัททาเทพนารี
ตอบโดยอ้างข้อความ

สังฆทานที่ถูกต้องจะให้ผลเกินความคาดหมายดังเช่น สุภัททาเทพนารี

ในสมัยพุทธกาล มีคหบดีผู้หนึ่งเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา มีธิดาสองคน ธิดาคนพี่มีนามว่า ภัททา ส่วนธิดาคนน้องมีนามว่า สุภัททา นางภัททาผู้พี่นั้นมีปัญญาดี ทั้งจิตใจก็เลื่อมใสในพระพุทธศาสานา เพราะบิดาเป็นผู้อบรมสั่งสอน ต่อมาไม่ช้านางก็ไปสู่ตระกูลสามี แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ภัททาผู้พี่จึงบอกแก่สามีให้ไปรับสุภัททาน้องสาวมาอยู่ด้วยกันจักได้มีบุตรสืบสกุลต่อไป ครั้นสามีไปรับน้องสาวมาอยู่ด้วยกันแล้ว นางก็ให้โอวาทน้องสาวเสมอว่า "สุภัททาน้องรัก เจ้าจงหมั่นทำทาน จงประพฤติธรรมอย่าได้ประมาท ชีวิตของเราใช่ว่าจะยั่งยืน แม้เจ้าปราถนาจักได้ทิพยสมบัติในภายภาคหน้า จงเชื่อพี่เถิด สมบัตินั้นจักอยู่ในมือของเจ้าเป็นแน่แท้" พี่สาวเฝ้าตักเตือนสุภัททาน้องรักอยู่เนืองนิตย์

สุภัททาสาวคนน้องนั้น เธอเป็นคนเชื่อถือโอวาทแห่งพี่สาว ทั้งที่ตนเป็นคนรู้น้อย ไม่ค่อยพูดจา แต่มากด้วยศรัทธาเลื่อมใส มีจิตใจบริสุทธิ์ก็ประพฤติตามดุจคำพี่สอน วันหนึ่งจึงให้คนไปนิมนต์ พระเรวตะเถระ องค์อรหันต์ให้เข้ามาฉันภายในเคหสถานแห่งตน ฝ่ายพระคุณเจ้าเรวตะเถระผู้มีจิตกรุณาปราถนาจะยังกุศลให้เกิดแก่สุภัททาน้องสาวดดยยิ่ง จึงพาพระภิกษุ 7 องค์ล้วนแต่ทรงคุณเป็นพระอรหันต์ขีณาสพไป เพื่อจะให้นาง ถวายอุทิศแต่สงฆ์ชื่อว่าเป็นสังฆทาน สุภัททาเธอดีใจนักหนา อาราธนาให้นั่งบนอาสนะ แล้วทำการถวายภัตตาหารอันประณีตบรรจงด้วยน้ำมือตน ถวายพระเถระองค์อรหันต์ทั้งหลายด้วยดวงใจที่เลื่อมใสศรัทธา และต่อมาก็มีโอกาสได้บำเพ็ญมหากุศลขั้นอรหันตทานอีกมากหลาย ฝ่ายภัททาพี่สาวก็ประกอบกองการกุศลตามศรัทธา พอถึงอายุขัย ทั้งสองนางก็ทำกาลกิริยาตายไปตามธรรมชาติของสังสาร

ภัททาอุบาสิกาซึ่งเป็นพี่สาวไปอุบัติเกิดเป็นบาทบริจาริกาแห่งท้าวโกสีย์อมรินทราธิราชในไตรตรึงษ์สวรรค์ ฝ่ายสุภัททาอุบาสิกซึ่งเป็นน้องสาวนั้นมาบังเกิดในปราสาททองอันเป็นวิมาน ณ สรวงสวรรค์ชั้น นิมมานรดี นี้เป็นเทพนารีทรงรัศมีรุ่งเรืองงดงามนักหนา จึงมาพิจารณาดูสมบัติแห่งตนว่าได้มาด้วยบุญกุศลอันใด ครั้นดูไปก็รู้แจ้งว่าเพราะได้ถวายทักขิณาแด่อริยสงฆ์องค์อรหันต์ เป็นสังฆทานซึ่งมีพระเรวะเถระเจ้าเป็นประธานตามโอวาทของภัททาพี่สาว จึงได้เสวยสมบัติเห็นปานนี้ ครั้นพิจารณาต่อไปก็ทราบว่าบัดนี้ภัททาพี่สาวไปบังเกิดในไพชยนต์ปราสาท เป็นบาทบริจาริกาแห้งท้าวสักกะจึงลงมาจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีแล้วเข้าไปหา"พี่ภัททาเทพธิดา"

ภัททาเทพธิดาประหลาดใจนัก จึงถามว่า "ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรืองยศ ย่อมรุ่งเรืองโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี ดิฉันไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งมาเห็นในวันนี้เป็นครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงมาเรียกดิฉันโดยชื่อเดิมว่าภัททาดังนี้เล่า"

นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า"ข้าแต่พี่ภัททา ฉันชื่อว่าสุภัททา ในภพก่อนครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ ทั้งได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่มาด้วย ฉันตายจากมนุษย์โลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดาประจำสวรรค์ชั้นนิมมานรดี"

นางภัททาเทพธิดาจึงถามต่อไปว่า"ดูกร แม่สุภัททา ขอเธอได้บอกการอุบัติของเธอในหมู่เทพเจ้า เหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก แล้วจึงได้มาบังเกิด เธอได้มาในที่นี้ เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้ และใครเป็นครูผู้แนะนำสั่งสอนเธอ เธอเป็นผู้เรืองยศ และถึงความสุขพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีลเช่นไรไว้ ดูกรแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วยเถิด"

นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า "เมื่อชาติก่อน ดิฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบิณฑบาต 8 ที่แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล 8 รูป ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น"

นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า "พี่ได้เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมากกว่าเธอ ครั้นให้ทานมากกว่าเธอแล้ว ก้ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไรจึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่าแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วยเถิด"

นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า "เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรมทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่จึงได้นิมนต์ท่านรวม 8 รูปด้วยกัน มีพระเรวตะเถระเป็นประธานด้วยภัตาหาร ท่านพระเรวตะนั้นมุ่งจะให้เกิดประโยชน์ อนุเคราะห์แก่ดิฉัน จึงบอกดิฉันว่า จงถวายทานแด่สงฆ์เถิด ดิฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณาของดิฉันนั้นจึงเป็น สังฆทาน ดิฉันเข้าตั้งไว้ในสงฆ์เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่ามีอยู่เท่าไร ส่วนทานที่คุณพี่ได้ถวายแด่ภิกษุด้วยความเลื่อมใสเป็นรายบุคคล จึงมีผลไม่มาก"

นางภัททาเทพธิดาเมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า "พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าการถวายสังฆทานนี้มีผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผุ้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทานและจะไม่ประมาทเป็นนิตย์

เมื่อสนทนากันแล้ว นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของตนบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เสวยสุขทิพยสมบัติอยู่ ณ ปราสาททองอันเป็นวิมานของตน มีอายุยืนนานนับได้ 8,000 ปีทิพย์ นับได้สองร้อยสามสิบโกฎิสี่ล้านปี(2,304 ล้านปี) ด้วยการคำนวณปีแห่งมนุษย์โลกเรานี้

ท้าวสักกะเทวราชได้ทรงสดับการสนทนานั้น เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้ว จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า "ดูกรนางภัททาเทพธิดา ผู้นั้นเป็นใคร มาสนทนาอยู่กับเธอย่อมรุ่งเรืองกว่าเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี"

นางภัททาเทพธิดาเมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้น้องสาวว่ามีผลมากจึงว่า "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดาผู้นั้นเมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในโลกเป็นน้องสาวของหม่อมฉันและได้ร่วมสามีเดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอสั่งสมบุญกุศลคือถวายสังฆทาน จึงได้ไพโรจน์อย่างนี้เพคะ"

สมเด็จอมรินทราธิราชเมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทานจึงตรัสว่า "ดูกรนางภัททา น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่าเธอ ก็เพราะเหตุในปางก่อนคือการถวายสังฆทานที่ไม่อาจจะปริมาณผลได้ อันที่จริงแล้วฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้าครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก"

พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า "ท่านผู้ปฎิบัติเพื่ออริยมรรค 4 จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยมรรค 4 จำพวก พระอริยะบุคคล 8 จำพวกนี้ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฎิบัติตรงดำรงมั่นในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์นี้เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ ๆ ได้  เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ ๆได้ ฉะนั้นพระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นแหล่งสร้างแสงสว่างคือญาณของชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่างคือ สัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจ้ง ปวงชนที่ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณาของเขาเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบเพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทานมีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลกทรงสรรเสริญชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ เกิดปีติโสมนัสก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลในใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้ถูกผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงที่ที่เป็นแดนสวรรค์"

สรุป

ดังเรื่องเล่าที่อยู่ในพระไตรปิฏกนี้ จะเห็นว่าภัททาพี่สาวที่มีศรัทธาและความขยันในการตักบาตร ต้องตี่นนอนแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารถวายพระแต่น่าเสียดายที่ภัททาพี่สาวไม่รู้ธรรมะลึกซึ้ง จึงได้แต่ทำทานขั้นต่ำซึ่งผิดกับสุภัททาน้องสาวที่มีโอกาสได้ทำทานขั้นสูง เป็นสังฆทานที่ถูกต้อง คือบุญสูงสุดด้านอาหาร ทำให้ผลที่ได้นั้นแตกต่างกันมากมายเหลือเกิน