สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

มักกะลีผล จากป่าหิมพานต์สู่วัดอัมพวัน

amulet.in.th -> ตำนานต่างๆ
ผู้ตั้ง ข้อความ
อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 03 Aug 2008 02:33 am
เรื่อง: มักกะลีผล จากป่าหิมพานต์สู่วัดอัมพวัน
ตอบโดยอ้างข้อความ

มักกะลีผล จากป่าหิมพานต์สู่วัดอัมพวัน

เบื้องหลังมายาภาพของมวลมนุษย์ ที่ยึดถือรูปธรรมเป็นสรณะ ยังมีภาวะเร้นลับอันซับซ้อนซ่อนอยู่อีกหลายมิติ...ดังนั้นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน ไม่เคยจับต้อง อาจไม่ได้แปลว่า...ไม่มีอยู่จริง ดังเช่น มักกะลีผล ผลไม้อัศจรรย์ ซึ่งมาเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมตั้งแต่ท่านยังอยู่ในวัยเด็กที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

คุณยายเล่าให้ฟัง

คุณยายของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เป็นอุบาสิกา ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง คุณยายได้เล่าให้ท่านฟังว่า ตอนที่คุณยายเป็นสาว ทุกๆวันจะทำอาหารใส่ปิ่นโตไปถวายหลวงพ่อช้าง เจ้าอาวาสวัดตึกราชา วันหนึ่งคุณยายก็ไปนำอาหารไปถวายหลวงพ่อช้างตามปกติ แต่กลับได้พบกับแขกอินเดียมีหนวดเครา ผมเผ้ารุงรัง ใส่เครื่องนุ่งห่มที่ไม่เหมือนพระสงฆ์ในพุทธศาสนา นั่งสงบเสงี่ยมอยู่กับหลวงพ่อช้าง คุณยายจึงถามด้วยความสงสัย หลวงพ่อช้างได้อธิบายให้ยายฟังว่า แขกผู้นี้เป็นโยคีที่บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ มีโยคีอีกตนซึ่งเป็นเพื่อนกันชวนเหาะไปเที่ยว โยคีตนนั้นได้ฌานสมาบัติเหาะได้ แต่โยคีที่นั่งอยู่กับหลวงพ่อช้าง ยังเหาะไม่ได้ โยคีเพื่อนกันจึงทำปรอทให้อม จนสำเร็จปรอทจึงเหาะมาด้วยกัน ระหว่างทางเกิดมีเรื่องเถียงกัน เผลอตัวอ้าปากพูด ปรอทร่วงออกจากปาก ก็เลยหมดฤทธิ์และหล่นลงมา

โยคีแขกอยากกลับไปป่าหิมพานต์แต่เหาะไม่ได้ จึงอ้อนวอนให้หลวงพ่อช้าง ซึ่งสำเร็จฌาณสมาบัติแล้วพาไปส่ง และบอกว่าในป่าหิมพานต์สวยงามมาก มีต้นมักกะลี ที่ออกผลมีรูปร่างเป็นหญิง ผลสด รูปร่างสะโอดสะอง สมส่วน ผิวพรรณงดงาม ปานเทพธิดา และถ้าหลวงพ่อช้างไปถึงป่าหิมพานต์จะฉันอะไรไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะออกจากป่าหิมพานต์ไม่ได้

หลวงพ่อช้างได้ซัดปรอทและพาโยคีแขกเหาะไปป่าหิมพานต์ ได้เห็นต้นมักกะลีผลจริงๆ เมื่อกลับมาหลวงพ่อช้างได้เล่าเรื่องนี้ให้คุณยายฟัง

เวลานั้นหลวงพ่อจรัญ ยังเด็ก รับฟังเรื่องนี้อย่างฝังใจจำ เพราะเป็นเรื่องแปลก ต่อมาเมื่ออุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว จิตสำนึกเดิมๆ ในเรื่องมักกะลีผลก็ยังค้างคาใจอยู่

พระสิงหลเจ้าของมักกะลีผล

ปีพ.ศ.2515 หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม (พระครูภาวนาวิสุทธิ) ได้รับนิมนต์ให้ไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกที่ประเทศศรีลังกา ท่านได้ไปในสถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมทั้งเขาสีคิริยา ที่พวกทมิฬหินชาติจับพระมหากษัตริย์กังขังไว้ และฆ่าพระเณรตายหมด ระหว่างที่ท่านเดินไปตามทางที่เป็นป่า ได้พบถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในถ้ำมีกลิ่นหอมประหลาดล้ำอบอวลไปทั่ว ที่นั่นหลวงพ่อจรัญได้พบกับพระชาวสิงหล นุ่งห่มผ้าสีดำ ปล่อยหนวดเครารุงรัง นั่งเจริญกรรมฐานอยู่ หลวงพ่อจรัญได้มนัสการก่อนในฐานะผู้มาเยือนประกอบกับท่าทางจะมีอาวุโสกว่าท่าน

พระชาวสิงหลได้พูดกับหลวงพ่อจรัญและชี้ไปที่มุมถ้ำด้านหนึ่ง ตรงนั้นมีสตรีเพศซึ่งงดงามมาก ทอดกายนอนอยู่โดยปราศจากอาภรณ์ใดๆปิดบัง หลวงพ่อจรัญคิดตำหนิอยู่ในใจว่า พระรูปนี้แย่มาก เอาสีกามาไว้ในถ้ำในชุดวันเกิด มองรอบๆถ้ำพบแต่ความเงียบสงัด ไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมอีก พระชาวสิงหลพูดว่า “พระคุณเจ้าพิจารณาด้วยวรญานเถิด” หลวงพ่อได้พิจารณาดูด้วยวรญาน จึงได้รู้ว่าสีกาที่นอนเปลือยกายอยู่นั้นมิใช่มนุษยธรรมดา หากเป็นผลไม้ ชื่อ... “มักกะลีผล !!” คราวนี้หลวงพ่อจึงกล้าพิจารณาโดยละเอียดและเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะเป็นเรื่องอัศจรรย์เหลือล้ำเกินคำกล่าวใดๆ ที่ได้มีวาสนามาพบเห็นภาวะเหนือโลกเช่นนี้

“มักกะลีผล” มีขนาดสัดส่วนเท่ากับหญิงสาวอายุ 16 ปี ใบหน้ารูปไข่ มีเส้นผมยาวสยายเป็นสีทองเหมือนผู้หญิงฝรั่ง ตรงกลางกระหม่อมมีลักษณะเหมือนขั้วผลไม้เทียบได้กับมังคุด นัยน์ตาใหญ่ได้รูป ส่วนที่เป็นนัยน์ตาดำมีประกายระยิบระยับคล้ายเจือเกร็ดทอง นัยน์ตาขาวเป็นสีฟ้าใส จมูกโด่งรับกับปาก ช่วงลำคอ เป็นปล้อง 3 ปล้อง ไม่มีไหปลาร้า ดูอิ่มเต็มเนียนไปหมด ผิวพรรณหรือผิวหนังตึงเต่งเหมือนผิวมะปรางสุก นิ้วมือเรียวลงไปเหมือนนิ้วมนุษย์ แต่ปลายนิ้วทั้ง 4 ยาวเสมอกัน เว้นหัวแม่มือ หลังมือก็อิ่มเต็มเกลี้ยงเกลา ข้อมือข้อเท้ากลมกลึงไม่มีปุ่มกระดูกเหมือนคนทั่วไป และกลิ่นหอมที่อวลตลบอยู่ในถ้ำ แท้จริงเป็นกลิ่นดอกไม้ที่ระเหยมาจากมักกะลีผลนี่เอง

เมื่อพระสิงหลเห็นหลวงพ่อจรัญ พิจารณาจนพอใจแล้ว จึงเล่าให้ฟังว่า ท่านได้มักกะลีผลนี้มาจากป่าหิมพานต์ (ป่าหิมพานต์ : ป่าที่อยู่รอบภูเขาหิมาลัย อยู่ทางทิศเหนือของประเทศอินเดีย/จากพจนานุกรมฉบับประมวลศัพท์โดยพระเทพเวที พ.ศ.2536) มักกะลีผล เป็นต้นไม้ที่ออกดอกมาเป็นพวงๆหนึ่งมี 5 ผล รูปร่างเป็นผู้หญิงสาวทั้งนั้น พอ 7 วันจะหมดอายุร่วงหล่นพร้อมๆกัน

นี่คือความมหัศจรรย์เหนือโลกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญานมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) ได้ไปพบเห็นมักกะลีผล ด้วยตาเนื้อของท่านที่ประเทศศรีลังกา

เมื่อหลวงพ่อจรัญพบเห็นมักกะลีผลที่ประเทศศรีลังกาแล้ว ท่านได้อธิษฐานจิตขอพบมักกะลีผลในประเทศไทย “เหตุมหัศจรรย์” ก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่วัดอัมพวัน

ผู้ครอบครอง “มักกะลีผล” ในไทย

ที่จังหวัดลพบุรี...มีวัดแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนที่ดอนกลางท้องทุ่ง เจ้าอาวาสเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในละแวกนั้น

ชายชราผู้หนึ่งแต่งกายคร่ำคร่า ค่อนไปทางสกปรกสะพายย่ามใบใหญ่ใส่ของไว้จนโป่ง เดินเข้ามาหามนัสการเจ้าอาวาส และพูดว่า “กระผมเดินทางมาไกล จะเดินทางกลับบ้านก็ยังอยู่ไกลเหลือเกิน อยากจะขอความเมตตาจากพระคุณเจ้าพักทีวัดนี้สัก 7 วัน พอให้มีเรี่ยวแรงก็จะเดินทางต่อไป” ท่านเจ้าอาวาสมีจิตเมตตาจึงเอ่ยปากอนุญาตให้พักที่ศาลา ให้ทายกวัดจัดสำรับกับข้าวมาให้คนจรสูงอายุกินด้วย แต่ทายกทำท่ารังเกียจเดียดฉันท์ เพราะเห็นเป็นคนสกปรกมอมแมมไม่อยากต้อนรับ เจ้าอาวาสจึงเป็นผู้จัดการเสียเอง

เมื่อครบกำหนด 7 วัน ชายชราก็มาหาเจ้าอาวาสบอกว่าขอนมัสการกราบลา และ ขอบพระคุณที่ท่านเจ้าอาวาสที่เมตตาให้กินอยู่หลับนอนตลอด 7 วัน ท่านเจ้าอาวาสก็ยิ้มแย้มไม่ว่ากระไรและมีน้ำใจเดินไปส่งจนถึงประตูหลังวัด ก่อนจะออกนอกเขตวัด ชายชราคนจรได้มนัสการท่านเจ้าอาวาส แล้วกล่าวว่า “พระคุณเจ้าเป็นผู้มีเมตตา กระผมอยากจะทดแทนพระคุณของท่าน ก่อนอื่นกระผมขอเตือนพระคุณเจ้าว่า หากมีความต้องการจะทำอะไรเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนา ก็ให้รีบลงมือทำทันทีให้แล้วเสร็จภายใน 4 ปี หลังจากนี้พระคุณเจ้าจะไม่ได้อยู่ทีวัดนี้แล้ว ประการต่อมากระผมขอถวายสิ่งที่อยู่ในย่ามนี้ให้พระคุณเจ้าเก็บรักษาไว้ ถือว่าเป็นสิ่งแทนน้ำใจของกระผมก็แล้วกัน” ชายชราคนจรปล่อยย่ามจากหัวไหล่และมอบให้ท่านเจ้าอาวาสแล้วก็กราบลาไป สมภารเจ้าอาวาสเปิดย่ามดูเห็นของประหลาดอยู่ในย่ามมีกระดาษเขียนข้อความว่า “มักกะลีผล 2 ผลนี้ ข้าพเจ้าได้มาจากป่าหิมพานต์ เป็นของฝากของขวัญมอบให้สมภารไว้ที่นี่” นอกจากนั้นยังทำนายเหตุการณ์และสั่งความไว้อีกพอควร เมื่อท่านสมภารเห็นมักกะลีผลและข้อความที่เขียนไว้เป็นอัศจรรย์ จึงตะโกนเรียกคนในวัดให้วิ่งไปตามชายชราคนจรกลับมาโดยเร็ว ลูกศิษย์วัดก็รีบลนลานออกประตูหลังวัดไปทันที ทั้งที่ชายชราผู้นั้นเดินจากไปไม่นานและบริเวณหลังวัดก็เป็นทุ่งนาโล่งไปตลอดสุดสายตา แต่ลูกศิษย์ที่วิ่งไปตามชรากลับไม่เห็นใครเลย ราวกับชายชราผู้นั้นหายตัวไปเสียแล้ว เมื่อท่านสมภารกลับมาดูยังที่พักของชายชรา เสื่อหมอนที่ใช้นอน ใช้หนุน แทนที่จะเหม็นสาบ เพราะผู้ใช้สกปรกซอมซ่อเหลือกำลัง กลับระเหยกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นธูปเทียนและน้ำมันจันทน์ตลบอบอวล

ท่านเจ้าอาวาสได้เก็บรักษามักกะลีผลไว้อย่างมิดชิด แล้วเร่งสร้างกุฏิกรรมฐานจนแล้วเสร็จ เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีสำหรับท่าน เมื่อครบเวลา 4 ปี เจ้าอาวาสก็ถึงแก่มรณภาพ เป็นไปตามคำของชายชราคนจรซึ่งเคยเตือนไว้

เจ้าอาวาสรูปนี้บวช 2 ครั้ง บวชครั้งแรกตามประเพณี แล้วก็สึกออกไปเป็นฆราวาส มีครอบครัวลูกเมียไปตามปกติ ครั้นอายุมากขึ้นเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตทางโลก จึงได้กลับมาบวชอีก กระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด ลูกชายของท่านเจ้าอาวาสองค์นี้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจรัญตั้งแต่เล็กๆ หลวงพ่อได้อุปการะเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนหนังสือและบวชให้ เมื่อเป็นพระภิกษุก็ได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดอัมพวัน จนกระทั่งสึกหาลาเพศไป เมื่อท่านสมภารมรณภาพ ลูกชายก็ไปทำศพ ไปได้มักกะลีผล 2 ผล ของหลวงพ่อสมภารกลับมา แล้วนำมาถวายให้หลวงพ่อจรัญ

อธิษฐานจิตที่หลวงพ่อจรัญได้กำหนดไว้ที่ภูเขาสีคิริยา ได้ปรากฏเป็นอัศจรรย์ขึ้นแล้วที่วัดอัมพวัน

หลวงพ่อจรัญได้เก็บรักษามักกะลีผลนี้ไว้เงียบๆ ขณะเดียวกันก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของมักกะลีผลตามกฎอนิจจังเป็นลำดับ ธรรมชาติของมักกะลีผลเป็นพืชผล แม้จะอุบัติขึ้นด้วยความมหัศจรรย์เหนือโลก ก็ไม่อาจหนีพ้นความเสื่อมไปได้ คราวแรกที่หลวงพ่อจรัญได้รับมักกะลีผลทั้งสองผลมานั้น ยังมีขนาดใหญ่พอควร ต่อมาก็ค่อยๆ แห้งเฉาลดขนาดลงไปเรี่อยๆ จนกระทั่งเหลือความสูงประมาณ 10 นิ้วฟุต และเมื่อแห้งเฉาถึงสุดแล้ว ก็เหลือเพียงรูปถ่ายซึ่งได้บันทึกเก็บไว้เท่านั้น

หมายเหตุ: อ้างอิง : นที ลานโพธิ.รวมเรื่องอัศจรรย์. กรุงเทพฯ: ฉัตรแก้ว,2542
ที่มา: http://kachin.biz/main/modules.php?n...article&sid=68

อัฐ


วันที่เข้าร่วม: 10 Jun 2008
ตอบ: 326
ตอบเมื่อ: 03 Aug 2008 02:41 am
เรื่อง: เรื่อง มักกะลีผล โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
ตอบโดยอ้างข้อความ

เรื่อง มักกะลีผล โดย พระราชสุทธิญาณมงคล

เมื่อสมัยเป็นเด็ก อาตมาอยู่กับคุณยาย ตอนนั้นอาตมาไม่ได้สนใจเรื่องบุญกุศล และเรื่องพระเวสสันดรแต่ประการใด แต่คุณยายสนใจมากในเรื่องเทศน์คาถาพัน และเทศน์มหาชาติ ฟังจบถือว่าได้บุญมาก

คุณยายนิมนต์พระมา ๓ องค์ องค์หนึ่งเดินพระคาถาพันจบหนึ่งพัน อีกสององค์ปุจฉาวิสัชนา แล้วว่าแหล่ว่าทำนองด้วย ตั้งแต่บ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น ทุกรายการจบลงในวันนั้น ปีหนึ่งคุณยานจะต้องมีคาถาพัน ๒ ครั้ง อาตมาเป็นเด็กก็ไม่เข้าใจ ยายให้ฟังก็คอยรีบวิ่งไปเล่น ยายจึงเอาเชือกผูกขาไว้กับเสาให้จบหนึ่งพัน เลยฟังแย่แลย ฟังส่งเดชไม่รู้เรื่อง ตอนมาบวชจึงได้ทราบข้อเท็จจริง ได้ฟังเรื่องพระเวสสันดรจอมปราชญ์ มีป่าหิมพานต์ พอดีคุณยายมาซักไซ้อาตมา จึงได้บอกกับคุณยายว่า เรื่องพระเวสสันดรโกหก ไม่จริง ไม่ยอมรับและไม่ยอมเชื่อ คุณยายจึงได้เล่าให้ฟังว่า หลานเอ๋ย ตอนยายเป็นสาว ๆ เคยทำปิ่นโตไปส่งหลวงพ่อช้าง หลวงพ่อช้างเคยไปป่าหิมพานต์ ท่านได้สำเร็จญานสมาบัติ เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดตึกราชา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ยายไปส่งปิ่นโตทุกวัน ท่านฉันข้าวเวลาเดียวอยู่ในป่าช้า

วันหนึ่งไปพบแขกคนหนึ่งมาจากไหนไม่ทราบ ยายถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่า แขกมันเหาะมาจากป่าหิมพานต์มาตกขาแข้งหักไปไม่ได้ ท่านจึงรักษาให้ ยังอยู่ด้วยกันที่นี่ ยายก็รับฟัง เพราะยายยังเป็นรุ่น ๆ สาว ไปส่งปิ่นโตแทนยายชวด

ในที่สุดแขกหายแล้วก็เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า ตัวเขาเป็นโยคี เหาะมาจากป่าหิมพานต์ เหาะมา ๒ คน คนหนึ่งสำเร็จฌาน แต่แขกคนนี้สำเร็จปรอทจากพระโยคีที่สำเร็จฌาน ทำปรอทให้อม แล้วก็เหาะมาได้ พอดีเกิดมาเถียงกัน เลยปรอทหล่น แขกก็เลยตากขาหัก เชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไรนะ

ผลสุดท้ายแขกก็อ้อนวอนหลวงพ่อช้างให้ไปส่งที่ป่าหิมพานต์ และบอกว่าที่ป่าหิมพานต์สนุกสนาน มีผู้หญิง มีทั้งต้นมักกะลีผลอยู่ปากทางที่จะเข้าไปเฝ้าองค์พระเวสสันดรจอมปราชญ์ ผู้มีปัญญา อยู่ที่ป่าหิมพานต์โน้น เลยเขาหิมาลัย ๑๖ โยชน์ แขกเล่าไว้ชัด

หลวงพ่อช้างก็บอกว่าไม่อยากไปรู้ แต่แขกก็อ้อนวอนมาตามลำดับ ก็เสียอ้อนวอนแขกไม่ได้ แขกบอกว่าถ้าหลวงพ่อไปนะ ไปรับประเคนของใคร อย่าฉัน ถ้าฉันจะกลับไม่ได้แน่นอน ถ้าหลวงพ่อสำเร็จแค่ฌานสมาบัติไม่ให้ฉัน

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลวงพ่อช้างบอกไม่ไป แขกบอกมีมักกะลีผล แขกก็คิดถึงบ้านในป่าหิมพานต์ของเขา ก็ให้ตำราปรอท ขอให้หลวงพ่อช้างทำปรอทให้ ใส่ปากอมก็เหินไปได้ หลวงพ่อช้างก็บอกว่ายังงั้นได้ ท่านสำเร็จฌานไปได้องค์เดียว แต่เอาแขกใส่ย่ามไปคงไม่ได้

ในที่สุดก็ให้ยายของอาตมาไปซื้อปรอท ซื้อยาซัด อาตมายังได้ตำราไว้ ณ บัดนี้ ซัดปรอทแล้วก็ไปส่งแขกที่ป่าหิมพานต์ ไปพบมักกะลีผลก็มาเล่าให้ยายฟัง ตอนนั้นอาตมายังเป็นเด็ก เวลาต่อมายายอายุ ๙๙ ก็ถึงแก่ความตาย อาตมาก็ฝังใจเรื่องนี้ตลอดมาเคยเห็นรูปที่ เหม เวชกร เขียนไว้ที่ฝาผนังวัดพระปรางค์มุนี เขียนต้นมักกะลีผลเหมือนของจริงด้วย ใบเหมือนใบมะม่วง มีลูกพวงหนึ่ง ๕ ผล แต่อาตมาก็เชื่อแน่ไม่ได้ว่าต้นไม้ออกลูกเป็นคน เสพสังวาสได้เหมือนคนเรา ก็ไม่ยอมเชื่อด้วยประการใด

ในเวลาต่อมา อาตมามาบวช จิตสำนึกเดิมมันยังนึกถึงเรื่องนี้อยู่ เพราะยายเล่าทุกวัน เล่าละเอียดด้วย เพราะมีคาถาพันปีละ ๒ ครั้ง มีพระเทศน์ปุจฉาวิสัชนา ว่าทำนองด้วย ยายว่าได้ครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตั้งแต่ทศพรถึงนครกัณฑ์ ยายไม่ค่อยรู้หนังสือแต่ว่าได้ เพราะจำพระเทศน์ได้

ต่อมา พ.ศ. ๑๕๑๕ อาตมามาอยู่วัดอัมพวันแล้ว พอดี หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย กับ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในสมัยนั้น มานิมนต์อาตมาไปประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกที่ประเทศศรีลังกา ไปตรงกับช่วงวันวิสาขบูชาพอดี


อาตมาก็จดบันทึกหลักฐานว่า ข้าพเจ้าจะไปประเทศศรีลังกานั้นจะไปที่ไหนบ้าง

๑. ข้าพเจ้าฝังใจนัก อยากจะขึ้นไปดูเขาสีคิริยา ที่พวกทมิฬหินชาติจับองค์พระมหากษัตริย์ขังไว้ แล้วฆ่าพระเณรตายหมดทั้งศรีลังกา นอกเหนือจากวงศ์ลังกาที่หนีเข้าป่าไปเท่านั้น พระมหากษัตริย์ก็กลับกูพระนครมาได้ จึงมีศุภราชสารตราส่งมายังกรุงสยามแห่งพระนครศรีอโยธยา ได้ขอพระอุบาลีวงศ์ ไปดำรงตำแหน่งสังฆนายก และเป็นสังฆราชแห่งประเทศศรีลังกา ต่อจากสยามวงศ์ศรีอยุธยา มีพระสังฆราชถึง ๑๕ พระองค์ เรียกว่าสยามวงศ์มาจนทุกวันนี้

๒. ต้องการไปบูชาและนมัสการเวียนเทียนศรีมหาโพธิ์ ที่นางศรีอมิตตาลูกสาวของพระเจ้าอโศกมหาราชเอาไปจากอินเดียต้นเดิม เอามาปลูกไว้ในประเทศศรีลังกา

๓. ต้องการไปทัศนศึกษาเกี่ยวกับวัดกรณีให้จงได้ ทราบข่าวมาว่า สมภารวัดกรณีได้ฆ่านายกรัฐมนตรีตาย นางศิริมาโวจึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทนสามี

๔. ต้องกาจจะไปนมัสการพระเขี้ยวแก้วในวันวิสาขปุณมีดิถีเพ็ญกลางเดือน ๖ และได้เขาไปโดยอัศจรรย์ดลบันดาลหลายประการ แต่จะไม่ขอเล่าเรื่องนั้น

๕. ต้องการจะพิสูจน์ภาษาไทยจากไทยอาหม เป็นต้น ว่าเขาพูดอย่างไร ใช้หนังสือหลักฐานอย่างไร

ต้องการจะไปพิสูจน์ ๕ รายการก็ได้ครบจบทั้ง ๕ รายการที่ตั้งใจอธิษฐานไปทุกประการ

การเดินทางไปขึ้นเขาสีคิริยา ไปพร้อมกันทั้งรถบัสประมาณ ๓๐ กว่าคน พอถึงตีนเขาสีคิริยา หาคนขึ้นเขาไม่มี อาตมากับแม่เนื่อง อิ่มสมบัติ อดีตเลขาของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ตอนนั้นอายุ ๗๐ เศษแล้ว

ที่มา หนังสือกฎแห่งกรรม เล่ม 9

amulet.in.th -> ตำนานต่างๆ