หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร สมุทรสงคราม
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 12 Sep 2008 12:41 am
เรื่อง: หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร สมุทรสงคราม
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม วัดเพชรสมุทรวรวิหาร สมุทรสงคราม

วัดบ้านแหลม มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม มีชื่อเสียงเลื่องลือกันในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่ว ๆ ไป เพราเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ เรียกกันว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม"

สำหรับความเป็นมาของหลวงพ่อบ้านแหลมนั้น จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่ตามพงศาวดารวาเมื่อปี พ.ศ. 2307 พม่ายอทัพเข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่ทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพมาช่วยทัน พม่าจึงยกกองทัพกลับ ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรี ต่างก็พากันอพยพหนีพม่าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลแม่กลอง เหนือวัดศรีจำปาขึ้นไปและเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านแหลม" ตามชื่อบ้านเดิมของตนในเมืองเพชรบุรี และได้บูรณะวัดศรีจำปาขึ้นใหม่เรียกกันว่า "วัดบ้านแหลม" ชาวบ้านแหลมเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำประมง วันหนึ่งไปตีอวนในอ่าวแม่กอลงและได้พระพุทธรูปติดอวนมา 2 องค์ เป็นพระพุทธรูปนั่งองค์หนึ่ง ส่วนอีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืน พระพุทธรูปนั่งนั้นชาวบ้านแหลมได้ส่งไปให้ญาติของตนนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี และเรียกกันว่า หลวงพ่อตะเครา สำหรับพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร สูงประมาณ 167 เซนติเมตร แต่บาตรนั้นได้สูญหายไปในทะเลนั้น ได้เอามาประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เรียกกันว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม" แต่นั้นมา
 
ต่อมาความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมก็ได้เลื่องลือไปทั่ว วัดบ้านแหลมซึ่งเดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ก็กลับเจริญเป็นวัดใหญ่ขึ้นเพราะมีผู้มาทำบุญ นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลมกันอยู่เรื่อง ๆ และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่าวัดเพชรสมุทรวรวิหารมาจนทุกวันนี้ สำหรับบาตรของพลวงพ่อบ้านแหลมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช นำมาถวาย

พระพุทธลักษณะ

องค์หลวงพ่อบ้านแหลมนั้น เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางอุ้มบาตร ขนาดสูงแต่ปลายนิ้วพระบาทถึงยอดพระเกตุมาลา 167 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยาลักษณะเด่นเป็นพิเศษ คือ พระพักตร์งามเหมือนพระพักตร์เทพบุตร มีคนกล่าวว่าหลวงพ่อเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีพระพักตร์เป็นเทวดานี้เอง เทวดาจึงมาสิงสถิตรักษาองค์หลวงพ่ออยู่ให้เป็นพระศักดิ์สิทธิ์ พระหัตถ์เป็นคนละชิ้นกับพาหาทำให้สามารถถอดออกได้ เป็นแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยเช่นพระพุทธรูปทองคำวัดไตรมิตรก็ถอดออกได้เป็นท่อน ๆ เป็นต้น พระบาทไม่สวมฉลองพระบาทแบบพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์สมัยอยุธยา พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สังฆาฏิพาดยาวลงมาถึงพระชงฆ์ แต่ไม่มีลายเป็นดอกดวงเป็นแบบพระพุทธรูปสมัยอยุธยา จีวรทำแผ่นเป็นแผ่นแผงอยู่เบื้องหลัง มีแฉกมุมแบบอยุธยา จีวรทำแผ่นเป็นแผ่นแผงอยู่ เป็นเบื้องหลัง มีแฉกมุมแบบอยุธยา ฐานรองพระบาทนั้นตอนบนทำเป็นรุปดอกบัวบานรองรับ ตอนล่างทำเป็นฐานหักมุม 12 มุม เป็นรูปฐานพระเจดีย์ ชั้นล่างสุดทำเป็นฐานเท้าสิงห์มีลวดลายสวยงามมากรูปที่ถ่ายไว้เป็นรูปทรงเครื่องเต็มยศ กล่าวคือสวมสายสะพานพาดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมาจุลจอมเกล้าวิเศษ คาดรัดประคดปักดิ้นเงิน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานถวายเป็นพุทธบูชา บาตรแก้วสีน้ำเงิน ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ประทานถวายหลวงพ่อไว้ในรัชกาลที่ 5 เวลานี้ทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รัดประคด และบาตรแก้ว ทางวัดเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ พระพุทธรูปหลวงพ่อบ้านแหลมนี้ทางกรมศิลปากรได้จดทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุแห่งชาติแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496

พระพุทธลักษณะชองหลวงพ่อบ้านแหลมนี้ถ้าพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งอย่างที่เรียกว่ามองดูด้วยใจแล้วก็น่าจะเชื่อได้ว่า เป็นพระพุทธรูปหล่อแทนตัวบุคคลสำคัญในอดีตคนใดคนหนึ่ง อาจเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งในกรุงศรีอยุธยาก็เป็นได้ เช่นเดียวกับพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันเรียกพระนามว่าพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อย่างน้อยก็เป้นพระพุทธรูปแทนตัวแม่ทัพนายกองหรือเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ชั้นสูงในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นพระพุทธรูปยืนขนาดเท่าคนจริง และสร้างอย่างประณีตสวยงาม อาจเป็นไปได้ที่วิญญาณของท่านเจ้าของผู้สร้างรูปปฏิมากรหลวงพ่อบ้านแหลมได้มาเป็นเทวดามาสิงสถิตรักษาพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ จึงทรงความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งของประชาชนผู้ที่ป่วยไข้ได้ทุกข์อยู่ทุกวันนี้

พระพุทธรูปทองสมัยกรุงสุโขทัย พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์นั้นสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสร้างขึ้นฉลองพระองค์พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงสุโขทัยทั้งสิ้น แม้พระกษัตริย์ในสมัยต่อมาทรงศรัทธาเลื่อมใสมาก เช่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อเสด็จกลับมาจากราชการทัพทางเหนือ ก็ทรงแวะนมัสการมีงานฉลองพระพุทธชินราช เป็นต้น

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 12 Sep 2008 12:42 am
เรื่อง: หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม 

สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชพงศาวดาร กล่าวไว้ว่าเมื่อ พ.ศ. 2206 นั้น "โปรดให้สถาปนาพระพุทธปฏิมากรห้ามสมุทรองค์หนึ่ง หุ้มทอง และทรงอาภรณ์ประดับด้วยแหวนอันมีค่าทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์สูง 4 ศอกคืบเศษทั้งฐาน" เป็นที่น่าสังเกตว่าขนาดสูง 4 ศอกคืบนี้ คือขนาด 165 - 170 เซนติเมตร คือขนาดเท่าคนธรรมดานั่นเอง ฉะนั้นขอสันนิษฐานว่าหลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระมหากษัตริย์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นไปได้ เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้โดยมากเกือบทุกพระองค์ บางองค์ก็อาจจะสร้างไว้มากกว่าหนึ่งองค์ ที่มีเหลืออยู่น้อยองค์นั้นเข้าใจว่าจะถูกพม่าขนเอาไปบ้านเมืองเสียมาก และคงจะจมดินจมน้ำอยู่อีกไม่น้อย ถูกฝั่งซ่อนในถ้ำในเจดีย์ก็คงมีอีกมาก แต่เราไม่ทราบประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปเหล่านั้น

หลวงพ่อวัดบ้านแหลมนี้จึงน่าเชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาองค์ใดองค์หนึ่งเป็นแน่ จะเป็นด้วยคนไทยขนบรรทุกเรือหนีพม่าหรือว่าพม่าขนบรรทุกเรือจะเอาไปเมืองพม่า อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่แล้วมีเหตุอันเป็นไปนำท่านต่อไปไม่ได้ ท่านจึงจมอยู่ในทะเลชั่วระยะเวลาหนึ่งไม่นานนักเพราะถ้านานปีคงถูกน้ำเค็มในทะเลกัดกร่อนมีสนิมมาก ท่านปาฏิหาริย์ดำน้ำอยู่พักหนึ่งจนชาวบ้านแหลมไปตีอวนแทนที่จะได้ปลาฉลามตัวใหญ่ดังที่คาด กลับได้องค์หลวงพ่อขึ้นมาพร้อม ๆ กับหลวงพ่อเขาตะเครา องค์หนึ่งเป็นพระยืนอุ้มบาตร แต่บาตรคงจะจมหายอยู่ในทะเลหรือพม่าจะเอาไปเมืองพม่าเสียก็ไม่ทราบ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2307 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 12 Sep 2008 12:57 am
เรื่อง: วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือวัดบ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม
ตอบโดยอ้างข้อความ

วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือวัดบ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม

วัดศรีจำปา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง ด้านทิศตะวันออก จำเนียรกาลต่อมาก็รกร้างโรยไปเหมือนกัน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2307 พม่ายกทัพเข้ามาตีเมือเพชรบุรี กองทัพกรุงศรีอยุธยามีพระยาพิพัฒน์โกษากับพระยาตากสิน (พระเจ้าตากสินมหาราช) ยกทัพไปช่วยรักษาเมืองไว้ พม่าจึงยกทัพกลับไป แต่ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีได้อพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลแม่กลอง เหนือวัดศรจำปา ริมคลองมากลอง จึงเรียกยกหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านแหลม" ตามชื่อบ้านเดิมของตนในเมืองเพชร ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดศรีจำปาให้เป็นปึกแผ่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วเรียกวัดศรีจำปานี้ว่า "วัดบ้านแหลม"

ชาวบ้านแหลมพวกนี้เป็นชาวประมง มีอาชีพออกตีอวนจับปลาในทะเล คราวหนึ่งได้ออกไปตีอวนในอ่าวแม่กลอง ได้พระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่ง ได้ให้ญาติของตนในเขตอำเภอบ้านแหลมไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา เรียกว่า "หลวงพ่อวัดเขาตะเครา" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือของชาวเพชรบุรีสืบมาจนทุกวันนี้

ส่งอีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริง สูงประมาณ 167 เซนติเมคร แต่บาตรนั้นสูญหายไปในทะเล เมื่อได้ขึ้นมาแล้วก็เอามาประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมเรียกว่า "หลวงพ่อวัดบ้านแหลม" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพบูชาของชาวสมุทรสงครามทั่วไป

เล่ากันว่า แต่เดิมวัดบ้านแหลมเป็นวัดเล็ก ๆ รอบ ๆ บริเวณวัดก็ยังรกเป็นป่าโกงกาง ป่าแสม ป่าจากอยู่มาก ชาวบ้านแหลมจึงคิดจะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปประดิษฐานที่วัดใหญ่ซึ่งเจริญเป็นปึกแผ่นกว่าหากแต่ว่าเมื่อบรรทุกเรือจะนำไปยังวัดใหญ่นั้นเกิดคลื่นลมกล้า ชาวบ้านจึงต้องนำขึ้นประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เมื่อนำพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดบ้านแหลม แล้วต่อมาก็เกิดอภินิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวบ้านทั่วไป จึงมีคนมาเคารพบูชากันมาก วัดบ้านแหลมจึงเจริญเป็นปึกแผ่นขึ้นมาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อบ้านแหลมมาประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านแหลม ตั้งแต่ปีใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐาน มีกล่าวไว้แต่ว่าชาวบ้านแหลม เมืองเพชรบุรี อพยพหนีมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ข้างวัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2307 ในระยะนี้คงยังไม่ได้หลวงพ่อบ้านแหลมมาจากทะเล

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาแตกแล้วบ้านเมืองก็มีศึกสงครามอยู่ ราษฎรตามถิ่นนี้เคยอพยพหลบหนีเข้าป่าเข้าดงจนไม่กล้าออกไปทอดแหลากอวนในทะเลตามปกติ ระยะเวลาระหว่าง พ.ศ. 2307 ถึง พ.ศ. 2310 จึงคงยังไม่ได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาจากทะเล ในสมัยกรุงธนบุรีก็ยังมีศึกพม่าอยู่เหมือนกัน

เมื่อ พ.ศ. 2310 ก็มีศึกบางกุ้งจนกระทั่ง พ.ศ. 2317 ก็มีศึกบางแล้ว เข้าใจว่าระหว่างนี้ก็คงยังไม่ได้หลวงพ่อบ้านแหลมมาจากทะเล แต่ก็คงจะได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาในสมัยแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เป็นได้ เพราะชาวบ้านแหลมคิดว่าจะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่วัดใหญ่ ซึ่งเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองกว่าวัดใหญ่นั้นเดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านเหนือขึ้นไปไม่ใช่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ วัดใหญ่เพิ่งย้ายมาอยู่ ที่ปัจจุบันนี้เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง จนกระทั่งคนทั้งหลายเรียกว่าวัดใหญ่นั้น ก็เมื่อเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล) มาสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประมาณ พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2352

ฉะนั้น ที่ว่าตั้งใจจะนำหลวงพ่อบ้านแหลมไปไว้วัดใหญ่เพราะเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรือง ก็น่าจะเป็นในระยะ พ.ศ. 2352 นี้เอง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าจะได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง นับจนถึงบัดนี้ก็ประมาณ 180 ปี หรือประมาณ 6 ชั่วอายุคน

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 12 Sep 2008 01:00 am
เรื่อง: หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม 

เมื่อ พ.ศ. 2370 สุนทรภู่เดินทางไปเพชรบุรีผ่านทางแม่กลองได้แต่งนิราศเมืองเพชรบุรี ก็ไม่เห็นกล่าวถึงหลวงพ่อบ้านแหลม แต่กลับกล่าวถึงหลวงพ่อวัดเขาตะเคราว่า "เขานับถือลืออยู่แต่บูราณ ใครบนบานพระรับช่วยดับร้อน" แสดงว่าในรัชกาลที่ 3 หลวงพ่อบ้านแหลมยังเป็นที่รู้จักเลื่องลือนัก สุนทรภู่จึงไม่รู้จัก ไปรู้จักหลวงพ่อวัดเขาตะเครา ซึ่งอยู่ไกลกว่า

เมื่อ พ.ศ. 2411 พระมหามนตรี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) ไปประจวบฯคราวตามเสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ได้แต่งนิราศเกาะจานไว้ผ่านมาทางแม่กลองก็ไม่กล่าวถึงหลวงพ่อบ้านแหลม แต่กล่าวถึงหลวงพ่อวัดเขาตะเครา แสดงว่าจนรัชกาลที่ 4 หลวงพ่อบ้านแหลมก็ยังไม่โด่งดัง

เมื่อ พ.ศ. 2461 เกิดอหิวาตกโรคระบาดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่าง ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ผู้คนล้มตายกันมาก กล่าวกันว่าบ้านเมืองเงียบเหงาจนคนไม่อยากออกจากบ้าน และไมมีใครเผาศพใครด้วยยังเข้าใจกันว่าเป็นโรคฝีโรคห่า

ครั้งนั้นท่านเจ้าคุณสนิท สมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม ฝันไปว่า หลวงพ่อบ้านแหลมมาเข้าฝันบอกคาถากันโรคห่าให้บทหนึ่งให้ไปดูที่พระหัตถ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมในโบสถ์ ท่านเจ้าคุณจึงชวนขุนประชานิยม (อ่อง ประชานิยม) ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กวัดอยู่เข้าไปดูคาถาหลวงพ่อบ้านแหลมในโบสถ์กลางดึกปรากฏมีคาถาว่า "นะ มะ ระ อะ" อยู่ที่พระหัตถ์ขวา "นะ เท วะ อะ" อยู่ที่พระหัตถ์ข้างซ้าย จึงจดเอามาทำน้ำมนต์ให้ชาวบ้านเอไปกินไปอาบปรากฏว่าไข้อหิวาตกโรคก็สงบตั้งแต่บัดนั้นมา ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมจึงเกิดเลื่องลือขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 12 Sep 2008 01:01 am
เรื่อง: หลวงพ่อวัดบ้านแหลม
ตอบโดยอ้างข้อความ

หลวงพ่อวัดบ้านแหลม 

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมนี้ แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบ ถึงกับรับสั่งว่าวัดอัมพวันสู้วัดพวงมาลัยและวัดบ้านแหลมไม่ได้เพราะมีของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ก็เสด็จมานมัสการ และได้ถวายบาตรแก่หลวงพ่อบ้านแหลมไว้บาตรหนึ่ง เป็นบาตรแก้วสีน้ำเงิน ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีก็เคยมีศรัทธาเลื่อมใสเคยเสด็จมานมัสการสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเลื่อมใสปรากฏจากพระหัตถเลขาของรัชกาลที่ 6 ที่พระราชทานมายังพระครูมหาสิทธิการ (แตง)

หลวงพ่อบ้านแหลม อันเป็นพระพุทธรูปในพระอุโบสถนั้น กรมศิลปากรไดจดทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุแห่งชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2492

มื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2498 ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาวัดบ้านแหลมเป็นพระอารามหลวง มีนามพระราชทานว่า "วัดเพชรสมุทรวรวิหาร"

วัดบ้านแหลมยังไม่มีชื่อโด่งดังเลื่องลือเลย จนกระทั่งวัดบ้านแหลมมีความสำคัญเจริญรุ่งเรืองขึ้นถึงกับได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง มีนามว่า "วัดเพชรสมุทรวรวิหาร" ก็เพราะหลวงพ่อวัดบ้านแหลมนี้เอง