สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ

ปฐวีธาตุ (ธาตุกายสิทธิ์) แห่งลุ่มแม่นำโขง

amulet.in.th -> ธาตุกายสิทธิ์
ผู้ตั้ง ข้อความ
chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 09 Jun 2008 02:52 pm
เรื่อง: ปฐวีธาตุ (ธาตุกายสิทธิ์) แห่งลุ่มแม่นำโขง
ตอบโดยอ้างข้อความ

ปฐวีธาตุ (ธาตุกายสิทธิ์) แห่งลุ่มแม่นำโขง

กายสิทธิ์คือคำที่ใช้เรียก จิตของผู้ทรงอภิญญาที่ฝึกฝนจิตจนกระทั่งได้ฌาณสมาบัติเมื่อสิ้นอายุขัย แต่ยังต้องการบำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไปในโลกมนุษย์ (หรือเพราะต้องทำหน้าที่บางประการ) จึงต้องละจากสังขารเดิมแล้วเข้าอาศัยในบางสิ่ง เช่น รัตนชาติ (กายสิทธิ์ จึงไม่ใช่เทวดา แต่เป็นผู้ทรงอภิญญา)
 
ธาตุกายสิทธิ์เป็นธาตุที่มีพลังและอิทธิฤทธิ์ในตัวเองโดยธรรมชาติแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามธาตุทั้ง 4 คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลมและธาตุไฟ ธาตุกายสิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ เหล็กไหลซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดจากธาตุดิน มีกายสิทธิ์เข้าไปถือครองส่วนใหญ่จะเป็นกายสิทธิ์ภาคดำ (มิจฉาทิฐิ) จึงมักจะดุร้ายมักจะให้โทษแก้ผู้ถือครองเป็นส่วนใหญ่ นอกจากเหล็กไหลแล้ว กายสิทธิ์อาจถือครองในหินหรือรัตนชาติ (หินที่มีค่า เช่น หินเขี้ยวหนุมาน เพชร เป็นต้น)

ธาตุกายสิทธิ์จะปรากฏต่อเมื่อมีผู้ทรงคุณวิเศษปฏิบัติได้ถึงขั้นกายสิทธิ์ ปฐวีธาตุของท่านเจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต แห่งวัดเทพศิรินทราวาส คือก้อนกรวดใต้น้ำที่ท่านเจ้าคุณนรฯ บอกให้คุณปลัดโกศล หลานชายท่านฯ นำมาจาก อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ  ห้ามเก็บจากที่อื่นเนื่องจากที่นั่นได้มีพญานาคราชได้ถวายกายสิทธิ์ให้แก่ท่าน  และได้อธิษฐานจิตให้พร้อมทั่งได้อธิบายให้คุณปลัดโกศลฟังว่า "ก้อนกรวดนี้ขลังมาก สามารถที่จะคุ้มครองป้องกันนิวเคลียร์ และป้องกันไฟได้" เป็นของสิ่งแรกที่ท่านได้อธิษฐานจิตโดยการนั่งหันหน้าเข้าหาสิ่งของนั้น  เมื่อท่านเจ้าคุณนรรัตน์ท่านจะละสังขารท่านได้เคยบอกกับลูกศิษย์ของท่านไว้ว่า"ช้างเผือกเกิดขึ้นทางฝั่งโขง  สามารถเสกปฐวีธาตุได้เหมือนเฉกเช่นเดียวกับท่าน"

ปฐวีธาตุของหลวงปู่คำพันธ์  โฆสปัญโญ แห่งวัดธาตุมหาชัย จ.นครพนม คือหินที่อยู่ในน้ำที่ผ่านการเจียรไนจากธรรมชาติเป็นร้อยเป็นพันปี จนใสแสงผ่านได้ เมื่อเอามือไปบังที่ก้อนปฐวีธาตุจะแลเห็นและต้องเป็นหินจากใต้แม่น้ำโขง ณ ตำแหน่งบริเวณที่ท่านได้กำหนดบอกให้ไปเก็บเท่านั้น  เนื่องจากพญานาคราชได้ถวายให้ท่านดุจเดียวกัน หินที่ได้รับการถวายจากพญานาคราชนี้ถือเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่เกิดจากธาตุลมมีกายสิทธิ์ฝ่ายสัมมาทิฐิเข้าครองซึ่งส่วนใหญ่กายสิทธิ์เหล่านี้จะบรรลุธรรมขั้นสูงอีกทั้งได้รับการอธิษฐานจิตจากพระเถระเจ้าที่ทรงคุณวิเศษจึงกล่าวได้ว่ามีอิทธิปาฎิหาริย์ และพุทธานุภาพ เหนือชั้นกว่าเหล็กไหลและให้คุณแก่ผู้ครอบครอง  ล้วนแล้วแต่สร้างอภินิหารและประสบการณ์ให้กับผู้บูชานับจำนวนไม่ถ้วนทั้งเรื่องแคล้วคลาด คงกระพัน ปลอดภัย โชคลาภ และเมตตามหานิยม  นำไปแช่น้ำทำน้ำมนต์แก้คุณไสยได้ ถ้าจะให้ได้ผลดีควรให้ได้สัมผัสไอตัวผู้ใช้ให้มากที่สุด

สำหรับการบูชาปฐวีธาตุหลวงปู่คำพันธ์นั้น ท่านว่าถ้าท่านไม่ได้นำติดตัวไปไหนมาไหน  หลวงปู่ท่านสั่งว่าให้นำปฐวีฐาตุแช่ลงในน้ำสะอาดซึ่งภาชนะนั้นต้องสะอาดด้วย จากนั้นก็ให้ตั้งบูชาไว้ในที่สูงหรือที่อันควร เพื่อที่จะได้น้ำนั้นเป็นน้ำมนต์ เพื่อจะนำน้ำนั้นมาดื่มกินหรือประพรหมบ้านเรือนก็เป็นมงคลยิ่ง และในวันพระหลวงปู่ท่านให้เอาน้ำอบ น้ำหอมและดอกมะลินำมาใส่บูชา และท่านให้น้อมรำลึกถึงคุณ พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ แล้วตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า " ทิตะทิรา มันทะโล กะสิลา กะละลาสะติโสจะถิโห คะนะตะเน " ท่านให้ว่า 3 จบ แล้วให้น้อมรำลึกถึงหลวงปู่คำพันธ์  หมู่เทพยาดาและพระยานาคที่รักษาปฐวีธาตุอยู่แล้วอธิษฐานเอาในสิ่งที่ปรารถนา ด้วยจิตที่มุ่งมั่นต่อพระรัตนตรัยและเดชานุภาพของปฐวีธาตุจักบันดาลให้เกิดความสำเร็จในไม่ช้า

chuthatip


วันที่เข้าร่วม: 15 Aug 2007
ตอบ: 5096
ตอบเมื่อ: 22 Oct 2008 01:27 pm
เรื่อง: ปฐวีธาตุ หรือ พระเพชร แห่งลุ่มแม่นำโขง
ตอบโดยอ้างข้อความ

“ปฐวีธาตุ” หรือ “พระเพชร”แห่งลุ่มแม่นำโขง

หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ วัดธาตุมหาชัย นครพนม

ย้อนไปเมื่อสมัยท่านเจ้าคุณนรฯ ยังทรงสังขารอยู่  ท่านเคยปรารภว่า  พระรูปเหมือนนั่งใบโพธิ์ของท่านประสบความสำเร็จ  (คือมีคนนิยมมาก)  ต่อไปจะมีผู้ร้างพระใบโพธิ์อีกมากมายแต่ไม่ประสบความสำเร็จดังเช่นของท่าน  หากจะมีพระทางภาคอีสานรูปหนึ่ง  ประสบความสำเร็จในพระรูปเหมือนใบโพธิ์เช่นของท่าน  แต่พระรูปนั้นจะต้องอธิษฐานจิตปฐวีธาตุได้ด้วย  จึงได้เกิดการตามหาพระรูปนั้นหลังจากที่สิ้นท่านเจ้าคุณนรฯ ไปแล้ว

หลวงปู่คำพันธ์  โฆษปัญโญ  วัดธาตุมหาชัย นครพนม คือพระรูปนั้น   ท่านได้ทำปฐวีธาตุแจกศิษย์มาแต่ปี พ.ศ.  2495  ก่อนท่านเจ้าคุณนรฯ เสียอีก  ท่านได้เล่าให้ฟังว่า   ท่านได้รับตำราการอธิษฐานจิต“ ปฐวีธาตุ” มาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่มโดยได้มีชายผู้หนึ่งได้นำมาถวายให้ท่านตามคำสั่งเสียของบิดาก่อนตาย   โดยบิดาของชายผู้นั้นได้สั่งกำชับบุตรชายไว้ว่า  เมื่อพ่อตายแล้วจงเอาคัมภีร์เล่มนี้ไปมอบให้กับหลวงพ่อคำพันธ์แต่เพียงรูปเดียวเท่านั้น  ซึ่งตำราเล่มนั้นเขียนด้วย “ตัวธัมใหญ่”  ทั้งหมดซึ่งถือว่าเป็นอักขระที่มีความศักดิ์สิทธ์สูงสุด  ใช้จารเฉพาะตำราชั้นสูงเท่านั้น  เป็นตำราที่ว่าด้วยการ  “อธิษฐานปฐวีธาต”  สามารถทำธาตุธรรมชาติธรรมดาให้มีอานุภาพ  มีพลังงานขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์  ท่านจึงศึกษาวิธีการจนแตกฉาน  จดจำได้ทุกขั้นตอน  ในเวลาต่อมาก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาขอตำรานั้นไป  ท่านก็กรุณามอบให้  ทุกวันนี้ยังไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใคร
        
หลวงปู่คำพันธ์ได้เมตตาอธิบายถึงคุณลักษณะของปฐวีธาตุที่ถูกต้องตามตำราทุกประการว่า   ต้องเป็นกรวดที่แช่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติเท่านั้น  จะอยู่บนบกไม่ได้ ตัวกรวดเมื่อเก็บขึ้นมาต้องมีลักษณะเดิมตามธรรมชาติของเขา  จะบิ่น  จะแตกหักหรือร้าวไม่ได้เลย  ที่สำคัญสุดยอด  คือต้อง  “โปร่งแสง”  เท่านั้น  และด้วยคุณลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ปฐวีธาตุของหลวงปู่คำพันเป็นของหายากที่สุด  แม้ว่าทางวัดจะพำยายามแก้ไขด้วยการนำกรวดจากแม่น้ำโขงชนิดขุ่นมาถวายท่านอธิษฐานแทนก็ตาม  แต่ก็หาถูกต้องตามตำราบังคับไม่  หากท่านก็อนุโลมให้เป็นปฐวีธาตุได้เช่นกัน  ผิดกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆเช่น ท่านเจ้าคุณนรฯ “ปฐวีธาตุ” ของท่านจะต้องได้มาจากอำเภอบางบ่อ  จังหวัดสมุทรปราการเท่านั้น  จะใสหรือขุ่น  ใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ  นอกจากนี้ในตำรายังได้ระบุไว้ว่า  ผู้จะอธิษฐานปฐวีธาตุได้นั้นต้องเป็นผู้เดินวิปัสสนาล้วน  จะเป็นผู้เล่นทางสายวิชาคือ คาถาอาคมไม่ได้เลย      
               
มูลเหตุของการอธิษฐานจิตปฐวีธาตุ    

สืบเนื่องจากในช่วงก่อนปี 2500  บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย  ทำให้เหล่าทหาร ตำรวจและข้าราชการต่างๆ มาขอของดีจากท่านเอาไว้คุ้มตัว   ท่านจึงได้ให้เหล่าทหารและชาวบ้านไปเก็บหินในแม่น้ำโขงมาให้ท่านอธิษฐานจิต  ท่านบอกว่า  ท่านเสกด้วยพระคาถาชินบัญชรเช่นเดียวกับปฐวีธาตุของท่านเจ้าคุณนรฯ    แล้วเสกหนุนธาตุต่างๆตั้งให้เป็นองค์พระและธาตุปฐวีคือ ธาตุหินนี้แกร่ง  ท่านจึงเรียกปฐวีธาตุของท่านว่า “ พระเพชร “

ลป.คำพันธ์ ท่านเก่งในการคุมธาตุสี่ น้ำ ดิน ลม ไฟ จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่ว  ลป.โต๊ะฯ ก็อีกรูปหนึ่ง   เมื่อท่านนำ”ปฐวีธาตุ”มาเสกก็จะเรียกธาตุ 4 ทีละธาตุแล้วรวมธาตุเป็นหนึ่ง  เสกบรรจุลงในก้อนปฐวีธาตุนั้น  เมื่อนำมาใช้ธาตุสี่ในตัวเราก็จะผสานกับปฐวีธาตุนั้น  สรรพคุณสุดแท้จะอธิษฐานเอา  ในเวลาอธิษฐานปฐวีธาตุหลวงปู่ท่านจะอธิษฐานว่า  ให้ป้องกันภัยอันจะเกิดแต่ธรรมชาติก็ดี  ภัยอันเกิดแต่มนุษย์ก็ดี  กันได้ทั้งสิ้น  กันภัยจากอาวุธยุทโธปกรณ์ทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน  และที่จะมีขึ้นในอนาคต  ท่านเรียกการอธิษฐานแบบนี้ว่า  “เสกครอบลงไป”  การเสกแบบนี้ไม่เหมือนกับการเสกพระเครื่องทั่วไปของท่าน  ท่านจึงย้ำว่า “ ปฐวีธาตุนี้เป็นของที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ ”

หลวงปู่คำพันธ์ท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ถึงอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของปฐวีธาตุของท่านว่า  คุ้มครอง  คุ้มภัย  กันฟ้า  กันไฟ  ปฐวีธาตุแห่งแม่น้ำโขงนี้เป็นธาตุเย็น  อานุภาพแห่งองค์พระเพชร  สามารถป้องกันภัยอันเกิดจากรังสีความร้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้

การบูชาปฐวีธาตุ 

หลวงปู่สั่งว่า  เมื่อได้มาแล้วถ้าจะบูชาติดตัวก็พยายามเลี่ยมแบบเปิดหน้า เปิดหลังให้ปฐวีธาตุได้สัมผัสกับไอของร่างกาย  ธาตุจะดึงดูดซึ่งกันและกันปรารถนาสิ่งใดก็ให้ตั้งจิตเอา  ปฐวีธาตุช่วยได้  แต่ถ้าบูชาอยู่กับบ้าน  ให้เอาปฐวีธาตุแช่น้ำสะอาดตั้งบูชาไว้บนที่สูง  ใส่น้ำอบ น้ำหอมผสมลงในน้ำเป็นการบูชา  ลอยด้วยดอกมะลิหรือดอกไม้หอมอื่นก็ได้  จุดธูปบูชา  7  ดอก  สวดบทพุทธคุณ  ธรรมคุณ  สังฆคุณ   แล้วต่อด้วยพระคาถานี้

“ หิตะหิรา  มันทิโล  กะสิรา  กะละลาสติ  โสจะถิโห  คะเนตะเน ” ( 3จบ )

แล้วตั้งจิตระลึกถึงคุณพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  คุณมารดา  บิดาคุณครูบาอาจารย์  พระคุณของหลวงปู่คำพันธ์  โฆษปัญโญ  เหล่าพญานาคผู้รักษาองค์พระธาตุพนมและพระธาตุมหาชัย  และทั้งที่สถิตอยู่ในลำน้ำโขงปรารถนาสิ่งใดก็อธิษฐานเอา   หลวงปู่บอกว่า ปฐวีธาตุมีคุณวิเศษครอบจักรวาลมีทุกข์ร้อนสิ่งใดก็ให้บอกกล่าว  สามารถช่วยเหลือได้จริง

การลอยดอกไม้ในน้ำให้ทำเฉพาะวันพระ  เมื่อหมดวันพระแล้วให้ช้อนดอกไม้ออกอย่าให้เน่าเสียคาภาชนะเด็ดขาด  น้ำหล่อปฐวีธาตุถ้าจะเปลี่ยนให้นำไปประพรมบ้านเรือนหรือสาดขึ้นหลังคาบ้านเป็นสิริมงคลนัก  กันภัยนานาชนิด

หมายเหตุ  การที่หลวงปู่ท่านให้แขวนแบบเปิด  ไม่ได้หมายความว่ากลัวพุทธคุณจะออกมาไม่ได้  แต่เป็นวิธีการ "ใช้งาน" ในแบบเฉพาะของวัตถุมงคลประเภทนี้  ที่ทำแบบนั้นก็เพราะต้องการให้กระแสธาตุในร่างกายเราได้สัมผัสกระแสธาตุในองค์ปฐวีธาตุพลังงานในปฐวีธาตุน่ะออกมาหาเราได้  แต่พลังงานในกายเราเข้าไปหาเขาไม่ได้   จึงจำเป็นที่จะต้อง  "เลี่ยมเปิด"  เพื่อสงเคราะห์ตัวเราเอง  ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือท่าน

ปฐวีธาตุต่างกับพระเครื่องอย่างไร

ปฐวีธาตุต่างจากพระเครื่องตรงที่กรวดจากแม่น้ำโขงซึ่งหลวงปู่นำมาอธิษฐานเหล่านั้น  พวกนาคเขาถือว่าเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของเขา  กรวดเหล่านั้นจึงมีพลังงานของพวกเขาติดมาด้วย  และเมื่อได้รับการอธิษฐานด้วยกระบวนการทางจิตที่ซับซ้อนอย่างยากที่เราจะเข้าใจ  ก็จะทำให้กรวดเหล่านั้นเกิดพลังงานมหาศาลชนิดที่เราก็ไม่เข้าใจอีกอยู่ดีว่าเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร 

พลังงานมหาศาลที่ว่านี้  หลวงปู่คำพันธ์รับรองว่า กันนิวเคลียร์ได้

เมื่อปฐวีธาตุซึ่งมีพลังงานแฝงอยู่แล้ว  ได้รับการอธิษฐานจากจิตที่มีพลังงานมหาศาลเพราะได้รับการฝึกฝนมาดีเยี่ยม  พุ่งกระแสลงไปสู่หินเป็นจุดเดียว  กระแสจิตที่แรงกล้าเกิดกระทบกับพลังงานที่อยู่ในหินแล้วกระจายตัวออกเป็นวงกว้าง  เป็นคลื่นรังสีที่มีพลัง งานแรงสูง  พอที่จะให้ความคุ้มครองผู้บูชาตามที่ผู้อธิษฐานได้  "ตั้งโปรแกรม” ไว้

นอกเหนือไปจากหมู่นาคทั้งหลายที่จะขึ้นมาพิทักษ์รักษาผู้ครอบครองปฐวีธาตุเมื่อยามเกิดภัยพิบัติตามคำทำนาย ชนิดปฐวีธาตุ 1  องค์  ต่อพญานาค  1  ตน  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวไม่อาจมีในพระเครื่องที่ถูก "สร้าง" ขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์  ผิดกับ "ปฐวีธาตุ" ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากผลงานของธรรมชาติ  จึงเก็บประจุพลังงานจากธาตุทั้งสี่และรังสีจากจักรวาลมาเนิ่นนานนับได้เป็นล้าน ๆ ปี

ครูบาอาจารย์ผู้มีจิตอัศจรรย์เข้าถึงหลักธรรมชาติอย่างถ่องแท้จึงมักทำปฐวีธาตุให้ศิษย์  อาทิ  ท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์  หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล  หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม  ท่านพ่อเมือง พลวัฑโฒ วัดป่ามัชฌิมวาส

ซึ่งก็ตรงตามที่หลวงปู่คำพันเคยบอกว่า  "ผู้ที่จะอธิษฐานปฐวีธาตุได้นั้น  ต้องเป็นผู้เดินวิปัสสนาล้วน  จะเป็นผู้ที่มาทางสายวิชาอาคมไม่ได้เลย"

และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไม  "ปฐวีธาตุ"  จึงมีความแตกต่างจากพระเครื่องมากมายนัก

amulet.in.th -> ธาตุกายสิทธิ์